สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

ทารกไม่ถ่าย สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลที่พ่อแม่ควรรู้

ทารกไม่ถ่าย หรือถ่ายน้อยกว่าปกติอาจเป็นสัญญาณบอกปัญหาสุขภาพที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม แม้ในบางช่วงวัย รูปแบบการขับถ่ายของทารกอาจเปลี่ยนไปตามอาหารและการเจริญเติบโต แต่หากมีอาการร่วมบางอย่าง หรือไม่ถ่ายติดต่อกันหลายวัน อาจต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้อธิบายสาเหตุที่พบบ่อย อาการที่ควรสังเกต และแนวทางดูแลเบื้องต้นที่ช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

สรุป

เนื้อหาให้ความรู้เรื่องทารกไม่ถ่าย โดยอธิบายลักษณะการขับถ่ายตามวัย สาเหตุที่ทำให้ถ่ายห่าง แนวทางกระตุ้นการขับถ่ายที่บ้าน เกณฑ์สังเกตภาวะท้องผูก และสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพโดยรวมของทารกแรกเกิดถึงหกเดือน

ประเด็นสำคัญ

  • อธิบายรูปแบบการขับถ่ายของทารกแต่ละช่วงวัย รวมถึงความแตกต่างของสีและความถี่

  • ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการทำความเข้าใจภาวะถ่ายปกติ เพื่อลดความกังวลและตัดสินใจได้เหมาะสม

  • นำเสนอวิธีช่วยกระตุ้นการขับถ่ายที่บ้าน เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะท้องผูกในทารก

  • แนะนำวิธีการสังเกตอาการปกติและผิดปกติ และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างทันท่วงที

 

เนื้อหา

 

คำถามยอดฮิต เกี่ยวกับอึลูกน้อยวัย 0-1 เดือน

เด็กแรกเกิด 0-1 เดือน

Q: ลูกอายุ 5 วัน กินนมแม่แล้วถ่ายบ่อย ผิดปกติหรือไม่คะ

A: เป็นภาวะปกติค่ะ เนื่องจากนมแม่มีเวย์โปรตีนที่ย่อยง่าย นมแม่ส่วนหน้ามีน้ำตาลแลคโตสและโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นใยอาหารที่ช่วยให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้เจริญเติบโต นอกจากนี้ ยังมีฮอร์โมนพรอสตาแกลนดินที่ช่วยให้ลำไส้ของลูกน้อยเคลื่อนไหวเร็วขึ้น รวมถึงการดูดนมเองก็จะกระตุ้นการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะและลำไส้ใหญ่ ทำให้ลูกขับถ่ายง่ายและถ่ายบ่อยหลังดูดนมแม่อิ่มได้ค่ะ

หากอึของลูกไม่มีมูกเลือด ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ดูดนมได้ดี ไม่มีไข้ ไม่มีอาการปวดท้องร้องกวน และไม่ซึม ก็ถือว่าปกติ ไม่ต้องกังวลใจค่ะ

Q: ลูกอายุ 4 วัน อึเป็นสีเขียวปนเหลือง ผิดปกติหรือไม่ เห็นบอกว่าเด็กที่กินนมแม่อึจะเป็นสีเหลืองทองใช่ไหมคะ

A: เมื่อลูกดูดนมแม่บ่อยขึ้นในช่วง 3-4 วันหลังคลอด อึที่เดิมเป็นขี้เทาสีเขียวเข้มจะค่อย ๆ จางลง จากสีเขียวเข้มกลายเป็นสีเขียวปนเหลือง เนื้ออึจะเหนียวน้อยลง มีน้ำปนมากขึ้น และปริมาณมากขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการตามปกติค่ะ

Q: ลูกอายุ 7 วัน กินนมแม่แล้วอึออกมาเป็นฟอง ๆ และมีเมือก ๆ ผิดปกติไหมคะ

A: เด็กที่กินนมแม่อาจมีอึเป็นฟองและมีลักษณะเป็นเมือกได้ ถือเป็นภาวะปกติค่ะ เพราะได้รับน้ำนมส่วนหน้าที่มีน้ำตาลแลคโตสมาก ขณะเดียวกันลำไส้ของเด็กยังมีน้ำย่อยสำหรับย่อยแลคโตสไม่เพียงพอ ทำให้การย่อยไม่สมบูรณ์ เกิดแก๊สและลมในลำไส้ อึจึงออกมาเป็นฟองได้ แต่ไม่เป็นอันตรายค่ะ

Q: ลูกกินนมแม่อย่างเดียว อึเหลวและบ่อยเป็น 10 ครั้งต่อวัน แบบนี้ถือว่าท้องเสียหรือเปล่า ต้องงดนมแม่ไหมคะ

A: ในเดือนแรก ๆ เด็กที่กินนมแม่มักถ่ายเหลวและถ่ายบ่อย เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายและดูดซึมได้เกือบหมด ทำให้อึมีกากน้อย น้ำเยอะ จึงถ่ายบ่อยได้ หากอึเหลวแต่มีกากออกมาทุกครั้ง ลูกยังร่าเริง เล่นได้ ดูดนมได้ตามปกติ แม้จะถ่ายวันละ 10 ครั้ง ก็ยังถือว่าเป็นภาวะปกติ ไม่ใช่อาการท้องเสียค่ะ

คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกถ่ายห่างขึ้นได้ โดยบีบน้ำนมส่วนต้นของเต้านมทิ้งไปประมาณ 20-30 มิลลิลิตร ก่อนให้ลูกดูด และให้ลูกดูดนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า เพราะน้ำนมช่วงท้ายเต้าจะมีไขมันสูง ใช้เวลาย่อยและดูดซึมนานขึ้น ทำให้ระยะห่างระหว่างการถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นได้ค่ะ

การแยกว่าเด็กท้องเสียหรือไม่นั้น ไม่ควรดูแค่จำนวนครั้งของการถ่าย แต่ต้องดูจากลักษณะอึร่วมด้วย หากอึเหลวเป็นน้ำล้วน ๆ โดยไม่มีกากเลย หรือมีมูก หรือมีมูกเลือดปนแม้เพียงครั้งเดียว ถือว่าเข้าข่ายท้องเสีย ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

Q: ก่อนอึลูกจะร้องหน้าดำหน้าแดง แต่พออึเสร็จก็หยุดร้องและหลับได้ตามปกติ แบบนี้ลูกเป็นอะไรรึเปล่าคะ

A: อาการเช่นนี้พบได้บ่อยและถือว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กยังไม่รู้ว่าอาการปวดท้องก่อนถ่ายอุจจาระเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ จึงอาจร้องไห้ก่อนอึ หากอึออกมาแล้วมีลักษณะนิ่มดี หลังอึลูกสามารถหลับพักได้ตามปกติ ไม่ร้องกวน แสดงว่าปกติดีค่ะ

Q: อึลูกแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

A: หากสังเกตเห็นอึของลูกมีสีหรือลักษณะต่อไปนี้ ควรระวังและพาไปพบแพทย์ค่ะ

  • อึสีขาวซีดเหมือนดินสอพอง ไม่มีสีเหลืองปนเลย ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีหรือตับหรือไม่

  • อึสีดำทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ในเด็กที่กินนมแม่อย่างเดียวหลังอายุเกิน 3 วันแล้ว หากยังมีอึสีดำเข้มคล้ายขี้เทาอีก แสดงว่าอาจมีความผิดปกติบางอย่าง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์

  • อึมีสีแดงสดปน ซึ่งเป็นสีของเลือด ต้องสังเกตว่าลูกมีอาการซึมลงหรือมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่ หากมีควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

  • หากลูกยังสบายดี ให้สังเกตบริเวณรูทวารว่ามีรอยฉีกหรือแผลหรือไม่ เพราะแผลที่ทวารหนักอาจทำให้มีเลือดปนออกมากับอึได้

  • ถ้าไม่พบรอยฉีก ให้สังเกตอาหารที่คุณแม่รับประทานว่ามีโปรตีนหรือส่วนผสมแปลกปลอมที่อาจส่งผ่านทางน้ำนมแม่หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ลำไส้ใหญ่ของลูกระคายเคืองและมีเลือดปนออกมากับอึได้

เคล็ดไม่ลับกับแคร์ไลน์ สำหรับเด็กแรกเกิด 0-1 เดือน

หากลูกอึบ่อยจนก้นแดง คุณแม่สามารถช่วยดูแลได้โดยปรับทั้งเรื่องการให้นมและการทำความสะอาดผิวก้นของลูกค่ะ

ควรให้ลูกดูดนมแม่จนเกลี้ยงเต้า เพื่อให้ได้รับน้ำนมส่วนหลังที่มีไขมันมากขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาในการย่อยนานขึ้นและช่วยให้ลูกอึห่างลงได้ โดยลักษณะอึอาจนิ่ม มีเนื้อข้นขึ้น และอาจเป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายเม็ดมะเขือได้ค่ะ

หลังจากลูกอึ ควรรีบล้างคราบอึออกด้วยน้ำสะอาดทันที จากนั้นซับก้นให้แห้งสนิท แล้วใช้วาสลีนทาผิวก้นของลูกเคลือบไว้เป็นชั้นป้องกันตลอดทั้งวัน ระหว่างวันควรถอดผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ก้นของลูกสัมผัสอากาศ โดยเฉพาะหลังถ่าย จะช่วยลดและบรรเทาอาการก้นแดงได้ดีขึ้นค่ะ

 

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับอึลูกน้อยวัย 1–6 เดือน

เด็ก 1–6 เดือน

ในช่วงอายุ  1–6 เดือน ระบบย่อยอาหารและลำไส้ของลูกน้อยยังอยู่ในระยะพัฒนา ทำให้ลักษณะการขับถ่ายแตกต่างกันไปตามชนิดนมที่กิน สุขภาพ และพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ต่อไปนี้คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอึของเด็กวัยนี้

Q: ลูกอายุ 1 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว ช่วงแรกอึปกติ วันละ 5–6 ครั้ง แต่พอเข้าเดือนที่ 2 ลูกเริ่มอึวันเว้นวัน สีเหลือง มีเนื้อปนเยอะ และผายลมบ่อย มีกลิ่นเหม็นมาก แบบนี้ปกติหรือไม่คะ

A: เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ลำไส้ของลูกน้อยจะพัฒนาและดูดซึมน้ำนมแม่ได้ดีขึ้น สามารถย่อยน้ำนมแม่ได้เกือบหมด จึงเหลือกากใยน้อยลง ทำให้แต่ละครั้งที่อึ หากมวลอึมีไม่มากพอ ก็อาจยังไม่ถูกขับออก ต้องรอรอบถัดไปหรือวันถัดไป ทำให้ลูกไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันได้ค่ะ ในช่วงวันที่ลูกไม่ถ่าย หากยังดูดนมได้ดี ไม่ปวดท้อง ไม่ร้องงอแง และยังผายลมได้ แสดงว่าลำไส้ยังทำงานได้ดี และยังไม่ถือว่าเป็นอาการท้องผูกค่ะ

Q: ลูกอายุ 2 เดือน 15 วัน ช่วงแรกกินทั้งนมแม่และนมผสม ไม่อึมา 2 วัน พออึออกมาเหนียว ๆ สีเขียว ๆ แบบนี้อันตรายหรือไม่คะ

A: เด็กที่ดื่มนมผงดัดแปลงสำหรับทารกมักมีอึที่จับตัวเป็นก้อนมากกว่าเด็กที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียว สีของอึก็อาจเปลี่ยนได้ตั้งแต่สีเหลือง สีเขียว ไปจนถึงสีน้ำตาล ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในช่วงสองเดือนแรก เด็กที่ดื่มนมผงมักถ่ายไม่บ่อยเท่าเด็กกินนมแม่ โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 4–5 ครั้ง และอึจะข้นและมีปริมาณมากกว่าของเด็กที่กินนมแม่ ลักษณะดังกล่าวยังถือว่าเป็นอึปกติ ไม่ใช่อาการท้องผูกค่ะ

Q: ลูกสาวเวลาอยากอึมักบิดตัวไปมา แล้วเบ่งหน้าดำหน้าแดง แต่ยังดูดนมได้ปกติ ตอนนี้ 3 วันแล้วยังไม่อึเลย แบบนี้ต้องทำอย่างไรดีคะ รู้สึกสงสารเหมือนเขาอึดอัดมากเลย

A: เด็กวัยนี้ยังเบ่งอึเองไม่คล่อง กล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนักยังทำงานไม่ประสานกับการเคลื่อนตัวของอึ ภาวะนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเขาโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกอึได้ง่ายขึ้นด้วยการช่วยออกกำลังกายกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น นวดท้องเบา ๆ หรือยกขาลูกทำท่าออกกำลังกายหน้าท้องคล้ายปั่นจักรยานในอากาศ วิธีนี้จะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวและบีบตัวดีขึ้น ทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ

Q: ได้ยินมาว่าเด็กทารกไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวัน แล้วเราจะสังเกตได้อย่างไรว่าลูกท้องผูกจริง ๆ คะ

A: คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการท้องผูกของลูกได้จากสัญญาณต่าง ๆ ต่อไปนี้ค่ะ

  • ลูกร้องไห้โยเย หรือร้องเสียงแหลมเวลาเบ่งอึ

  • อึก้อนแห้ง แข็ง เป็นเม็ด ๆ คล้ายเม็ดกระสุน หรือคล้ายอึแพะ

  • อึเป็นลำยาว ๆ แข็ง

  • กินนมน้อยลง

  • ท้องป่องและแข็ง

  • ลูกหงุดหงิดง่ายผิดปกติ

หากพบว่าลูกมีอาการหลายข้อร่วมกัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าลูกรักกำลังมีภาวะท้องผูกค่ะ

Q: อาการท้องผูกของลูกน้อยวัยประมาณ 3 เดือนมักเกิดจากอะไรได้บ้างคะ

A: ในทารกเล็กอาการท้องผูกสามารถพบได้ แต่ถือว่าพบน้อย โดยส่วนใหญ่จะเริ่มพบมากขึ้นในเด็กอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการมากขึ้น เริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เด็กบางคนจึงกลั้นอึ พอมีการกลั้นอึบ่อย ๆ ปลายลำไส้ใหญ่จะขยายตัวมากขึ้น อึจึงค้างนาน แข็งตัว และมีขนาดก้อนใหญ่ เมื่อต้องถ่ายก็จะปวดมาก อาจทำให้รูทวารฉีกขาด มีเลือดปนในอึ เมื่อเจ็บบ่อย ๆ เด็กจะยิ่งกลัวการถ่าย อาจยิ่งกลั้นอึมากขึ้น และทำให้กลายเป็นปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้ค่ะ

Q: ลูกไม่อึมา 2 วันแล้ว เลยสวนก้นให้ อึที่ออกมานิ่มและเละ ไม่แข็ง ไม่เหนียว ตอนนี้ผ่านมา 3 วันแล้วลูกก็ยังไม่อึ แบบนี้เรียกว่าท้องผูกหรือเปล่าคะ

A: จากลักษณะอึที่สวนออกมาเป็นแบบนิ่มและเหลว แสดงว่ายังไม่ใช่อาการท้องผูกค่ะ หากลูกยังดูดนมได้ปกติ ผายลมได้ ไม่ร้องกวน หรือไม่มีอาการปวดท้อง อาจเป็นเพียงภาวะที่ลำไส้ดูดซึมดีและยังไม่ถึงเวลาขับถ่าย เด็กบางคนอาจไม่ถ่ายได้นานถึงประมาณ 7 วันโดยที่ยังถือว่าปกติได้ค่ะ

Q: ช่วงนี้ลูกไม่สบาย ไม่ค่อยกินอาหาร กินแต่นมแม่อย่างเดียว แต่ละครั้งดูดไม่นาน แต่ดูดบ่อย ถ่ายบ่อย อึเป็นสีเขียวเข้ม แบบนี้จะมีปัญหาไหมคะ

A: เมื่อลูกไม่สบายและดูดนมแม่แต่ละครั้งไม่นาน แต่ดูดบ่อย ลูกอาจได้รับนมส่วนหน้าของเต้าเป็นหลัก ซึ่งน้ำนมส่วนหน้ามีแลคโตสสูงและมีไขมันน้อย ร่างกายจึงใช้น้ำดีในการย่อยไม่มาก น้ำดีส่วนที่เหลือจึงถูกขับออกมากับอึ ทำให้อึมีสีเขียวมากกว่าเหลืองได้ค่ะ แนะนำให้คุณแม่พยายามให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้าในแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้น้ำนมส่วนท้ายซึ่งมีไขมันมากขึ้นและช่วยให้สมดุลของการย่อยดีขึ้นค่ะ

Q: ลูกอายุ 6 เดือนกว่า กินนมแม่และเริ่มกินอาหารเสริมตามวัยวันละ 1 มื้อ ช่วงนี้มีอาการท้องผูก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยท้องผูกมาก่อน เป็นเพราะอะไรได้บ้างคะ

A: เด็กวัยประมาณ 6 เดือนที่เริ่มได้รับอาหารเสริมตามวัยแล้วไม่อึหรืออึแข็ง อาจเกิดจากอาหารบางชนิดที่ลูกกิน เช่น ข้าวกล้อง มันฝรั่ง ฟักทอง แครอท ตับ ไข่แดง หรือกล้วย เด็กบางคนเมื่อกินอาหารเหล่านี้แล้วอาจถ่ายแข็งได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตลักษณะอุจจาระของลูก และเวลาป้อนอาหารเสริมควรให้ทีละอย่าง เพื่อดูปฏิกิริยาของลำไส้ หากพบว่าอาหารชนิดใดทำให้ลูกถ่ายยากหรืออึแข็ง ควรหลีกเลี่ยงการให้ในปริมาณมาก หรือให้ร่วมกับอาหารกลุ่มที่ช่วยให้ถ่ายง่าย อึนิ่ม เช่น มะละกอ ลูกพรุน ผักสีเขียว และผักใบที่มีเส้นใยค่ะ

Q: ลูกอายุ 6 เดือนกว่า ช่วงนี้เริ่มคืบได้ ก่อนหน้านี้อึวันละ 1 ครั้ง แต่พักหลังอึวันละ 4 ครั้ง อึเละและเหลวเป็นน้ำ แบบนี้ถือว่าท้องเสีย หรือเป็นเพราะเด็กกำลังยืดตัวคะ

A: เด็กในช่วงขวบปีแรกจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปตามลำดับ เช่น นอนหงาย พลิกคว่ำ คืบ นั่ง ยืน และเดิน ซึ่งพัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการท้องเสีย อย่างไรก็ตาม อาการท้องเสียมักพบได้บ่อยในช่วงที่เด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและพัฒนาการ เพราะเด็กเริ่มคลานหรือคืบไปหยิบจับสิ่งของเข้าปาก หรือมือสัมผัสสิ่งสกปรกแล้วเอาเข้าปากตนเอง ทำให้ได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ ยังอาจได้รับเชื้อจากอาหารหรือนมที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและมีอาการท้องเสียได้ค่ะ

เคล็ด (ไม่) ลับกับแคร์ไลน์สำหรับเด็ก 1–6 เดือน

A: หากลูกน้อยไม่อึหลายวัน แต่ยังดูดนมได้ดี ไม่มีไข้ ไม่ปวดท้องหรือร้องกวน และผายลมได้ปกติ ส่วนใหญ่อาจยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เด็กบางคนอาจไม่ถ่ายได้นานถึงประมาณ 7 วันโดยที่ลำไส้ยังทำงานได้ดี หากคุณพ่อคุณแม่อยากช่วยให้ลูกอึได้ง่ายขึ้น สามารถดูแลได้ดังนี้ค่ะ

สำหรับเด็กที่กินนมแม่ แนะนำให้ดูดนมแม่ให้เพียงพอ โดยให้ลูกดูดนมจากข้างเดียวจนเกลี้ยงเต้าก่อน เพื่อให้ได้น้ำนมส่วนท้ายที่มีไขมันช่วยเรื่องการขับถ่าย หากลูกกินนมผสม ให้ชงนมให้ถูกอัตราส่วนข้างกล่อง โดยใส่น้ำในปริมาณที่ต้องการก่อนเติมนมผง เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราส่วนของน้ำต่อนมผงถูกต้อง

นอกจากนี้ การช่วยนวดหน้าท้องและออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง จะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถนวดหน้าท้องลูกเป็นรูปตัว U กลับหัวอย่างเบามือ เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและช่วยขับอึออกได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

สาเหตุที่ทำให้ทารกไม่ถ่าย หรือถ่ายห่างขึ้นคืออะไร

ทารกที่ไม่ถ่ายทุกวัน หรือถ่ายห่างขึ้น มักเกิดจากพัฒนาการของลำไส้ และการย่อยนมแม่ที่ดี ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้หมด จนแทบไม่เหลือกากอาหารสำหรับขับถ่าย ดังนั้น หากลูกยังร่าเริง แข็งแรง และอุจจาระที่ออกมานิ่ม ไม่แข็ง หรือเจ็บเวลาถ่าย โดยทั่วไปมักยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ปัญหา ทารกไม่ถ่าย เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนกังวล โดยเฉพาะในช่วงอายุ 0–6 เดือน ซึ่งลักษณะการขับถ่ายของทารกแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้มาก ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของลำไส้ที่ค่อย ๆ เติบโต และทำงานได้ดีขึ้น ลำไส้สามารถดูดซึม และย่อยนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนแทบไม่เหลือใยอาหาร หรือกากอาหารให้ต้องขับถ่ายบ่อย ๆ

ในการขับถ่ายแต่ละครั้ง ร่างกายต้องอาศัยปริมาณอุจจาระที่มากพอ เมื่อปริมาณอุจจาระยังไม่มากพอ ร่างกายอาจรอรอบถัดไป หรือวันถัดไป จึงจะมีการขับถ่ายออกมา ส่งผลให้ลูกไม่ถ่ายทุกวันได้ ซึ่งยังไม่ถือว่าผิดปกติ ตราบใดที่อุจจาระที่ออกมานั้นยังคงนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน และไม่มีอาการเจ็บ หรือร้องงอแงผิดปกติ โดยเฉพาะทารกที่กินนมแม่เป็นหลัก มักจะถ่ายไม่บ่อยนัก เพราะนมแม่ย่อยง่าย และร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี

นอกจากนี้ ช่วงที่เริ่มให้อาหารเสริม ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่อาจพบลักษณะอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เด็กบางคนอาจย่อยอาหารเสริมได้ไม่ดี หรือย่อยไม่ได้ ทำให้อุจจาระที่ออกมาแข็ง เหนียว หรือมีลักษณะผิดไปจากเดิม ดังนั้น ก่อนเริ่มอาหารเสริมให้ลูกน้อย จึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกชนิดอาหาร วิธีเตรียม และปริมาณที่เหมาะสมกับวัยของลูก

 

วิธีกระตุ้นการขับถ่ายให้ทารก

หากลูกไม่ถ่ายเป็นเวลานาน พ่อแม่สามารถช่วยกระตุ้นการขับถ่ายของลูกได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  1. นวดหน้าท้องเบา ๆ ใช้ปลายนิ้วนวดวนตามเข็มนาฬิกาบริเวณหน้าท้องของลูก หรือใช้นวดท่าตัว U กลับหัวอย่างอ่อนโยน เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

  2. ขยับขาลูก ยกขาทั้งสองข้างของลูกขึ้น แล้วทำท่าปั่นจักรยานเบา ๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น

  3. อาบน้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่นช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้ลูกขับถ่ายง่ายขึ้น

  4. ให้นมบ่อย ๆ การดูดนมช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน และช่วยการเคลื่อนที่ของอาหารผ่านลำไส้ ทำให้ลูกมีโอกาสขับถ่ายมากขึ้น

  5. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์หากลูกไม่ถ่ายเกิน 3 วัน หรือมีอาการงอแงมากขึ้น กินนมน้อยลง หรือไม่ผายลมเลย

 

ควรเปลี่ยนสูตรนมหรือไม่ หากลูกถ่ายยาก

หากลูกถ่ายยากบ่อยครั้ง หรือไม่มีการขับถ่ายติดต่อกันหลายวัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสูตรนม แพทย์จะช่วยประเมินสาเหตุ และพิจารณาว่าควรเปลี่ยนไปใช้สูตรนมที่ย่อยง่ายขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนสูตรนมมักเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากลองปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

เมื่อแพทย์เห็นสมควรว่าควรเปลี่ยนสูตรนม อาจแนะนำสูตรนมที่ย่อยง่ายมากขึ้น เช่น นมสูตรโปรตีนย่อยบางส่วน นมที่มีใยอาหาร FOS/GOS หรือสูตรที่เสริมจุลินทรีย์ชนิดดี (Probiotic) เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โดยยังคงเหมาะสมกับความต้องการของลูก

 

 

เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

หากลูกมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องผูกรุนแรง หรือปัญหาสุขภาพอื่นที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์โดยด่วน:

อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกตมีดังนี้:

  • ไม่ถ่ายเกิน 3 วัน ร่วมกับท้องแข็ง 

  • ถ่ายเป็นก้อน และมีเลือดปน

  • ไม่กินนม ไม่ยิ้ม ไม่เล่น ดูซึมลงอย่างชัดเจน

  • ไม่ผายลมเลย

เมื่อพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการนาน ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจ และรักษาอย่างเหมาะสม 

 

 

สรุป

แม้ปัญหาทารกไม่ถ่ายหรือถ่ายบ่อยจะทำให้พ่อแม่กังวล แต่ส่วนใหญ่สามารถสังเกตและดูแลเบื้องต้นได้ หากรู้จักลักษณะอุจจาระที่ปกติของแต่ละช่วงวัย และคอยสังเกตอาการผิดปกติร่วมด้วย การให้ลูกกินนมเพียงพอ จัดท่า เคลื่อนไหวร่างกายและกระตุ้นเบา ๆ จะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น แต่หากมีอาการน่ากังวล ควรพาไปพบแพทย์ทันที

ประเด็นสำคัญ

  • สังเกตสี ลักษณะ และความถี่ของอุจจาระ เทียบกับช่วงวัยของลูก

  • ให้นมแม่หรือนมผงในปริมาณเหมาะสม ไม่งดนมหรือเปลี่ยนสูตรเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์

  • ช่วยกระตุ้นลำไส้ด้วยการนวดหน้าท้องเบา ๆ และขยับขาลูกท่า “ปั่นจักรยาน”

  • รีบพบแพทย์เมื่อทารกไม่ถ่ายนาน ร่วมกับอาเจียน ซึม ท้องอืด หรือมีเลือดปนในอุจจาระ

 

คำถามที่พบบ่อย

ทารกวัย 0-1 เดือน ถ่ายอย่างไรจึงถือว่าปกติ

ทารกที่กินนมแม่อาจถ่ายได้ 5-6 ครั้งต่อวัน อุจจาระสีเหลืองทอง เนื้อนิ่ม อาจมีฟองหรือเมือกปน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากนมแม่ย่อยง่าย

ทารกวัย 1-6 เดือน ไม่ถ่ายทุกวันเป็นเรื่องปกติหรือไม่ 

ทารกที่กินนมแม่อาจไม่ถ่ายได้ 5-7 วัน ส่วนทารกที่กินนมผงไม่ควรเว้นเกิน 2-3 วัน หากอุจจาระที่ถ่ายออกมานิ่ม และลูกไม่มีอาการผิดปกติ ถือว่าปกติ

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกไม่ถ่าย

สาเหตุหลักคือพัฒนาการของลำไส้ที่ดูดซึมได้ดีขึ้น ย่อยนมแม่ได้หมด ไม่เหลือกาก การเริ่มอาหารเสริม และกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักที่ยังทำงานไม่ประสานกัน

มีวิธีใดช่วยกระตุ้นให้ทารกถ่ายได้บ้าง 

อาจนวดหน้าท้องตามเข็มนาฬิกา ขยับขาท่าเหมือนปั่นจักรยาน อาบน้ำอุ่น ให้นมบ่อย ๆ และปรึกษาแพทย์หากไม่ถ่ายเกิน 3 วัน

ควรเปลี่ยนสูตรนมเมื่อใดหากลูกถ่ายยาก

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนนม อาจเลือกนมที่ย่อยง่าย มีใยอาหาร FOS/GOS หรือเสริมจุลินทรีย์ดี โดยให้การเปลี่ยนนมเป็นทางเลือกสุดท้าย

เมื่อใดควรพาลูกไปพบแพทย์เรื่องไม่ถ่าย 

ควรพบแพทย์ทันที หากไม่ถ่ายเกิน 3 วันร่วมกับอาการท้องแข็ง ถ่ายเป็นก้อนมีเลือดปน ไม่กินนม ไม่ยิ้ม ไม่เล่น หรือไม่ผายลมเลย

 

อ้างอิงจาก

  • https://www.healthychildren.org/English/ages-stages/baby/Pages/Pooping-By-the-Numbers.aspx

CVM no.M2ุ6-268

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x