สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

ทารกท้องเสีย-คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรดี?

เขียนโดย Dumex

16 มี .ค. 2026

 

สรุป

บทความนี้อธิบายเรื่องท้องเสียในทารก ครอบคลุมสาเหตุที่พบบ่อย สัญญาณเตือน และความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ รวมถึงแนวทางดูแลที่บ้านและวิธีป้องกันที่คุณสามารถนำไปใช้ได้จริง เน้นการให้นมและอาหารอย่างต่อเนื่อง เฝ้าสังเกตอาการ และพบแพทย์อย่างทันท่วงที เพื่อปกป้องสุขภาพทารกและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

ประเด็นสำคัญ

  • ให้คำจำกัดความภาวะท้องเสียในทารก จากความถี่ของการถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป และอาการทางกายอื่น ๆ ที่อาจบ่งบอกถึงการเจ็บป่วย

  • ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก ช่วยลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ ส่งเสริมการเจริญเติบโต และลดโอกาสการนอนโรงพยาบาล

  • อธิบายแนวทางการดูแลประคับประคองที่ช่วยคงภาวะโภชนาการ ทดแทนสารน้ำ และคงสมดุลสุขภาพโดยรวมของทารก

  • กล่าวถึงความท้าทายในการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชี้โอกาสในการเสริมสร้างความรู้ให้ผู้ดูแล และสร้างกิจวัตรการป้องกันที่ดีขึ้น

 

เนื้อหา

 

อะไรทำให้ทารกท้องเสีย

โดยทั่วไปแล้วทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบอาจมีอาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วงได้ค่อนข้างบ่อยจากหลายสาเหตุ สาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร การปนเปื้อนของน้ำและอาหาร รวมถึงภาวะแพ้อาหารบางชนิด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกได้อย่างรุนแรง

อาการท้องเสียในทารกหมายถึงการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง ซึ่งพบได้มากในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้:

  1. การปนเปื้อนของน้ำและอาหารที่ทารกกินเข้าไป หรือจากมือที่ไม่สะอาดของผู้ดูแล

  2. อาหารเป็นพิษ อาหารปรุงไม่สุก ไม่สะอาด หรือมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในอาหารของทารก

  3. อาการแพ้นม โดยเฉพาะนมผสมบางชนิดที่ทารกไม่สามารถย่อยหรือแพ้โปรตีนในนม

  4. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

  5. โรคพยาธิต่าง ๆ เช่น โปรโตซัว หรืออะมีบาในลำไส้

ในบรรดาสาเหตุต่าง ๆ นี้ สาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อไวรัสโรต้าในทางเดินอาหาร ซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือผ่านการเตรียมอาหารโดยผู้ที่มีเชื้อโรคดังกล่าวอยู่บนมือหรืออุปกรณ์

นอกจากนี้ ทารกอาจท้องเสียจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงจากภาวะที่ร่างกายของเด็กไม่สามารถทนต่ออาหารบางประเภทได้ เช่น นมผสมบางสูตร หรืออาหารที่กระตุ้นให้ลำไส้ระคายเคือง ตลอดจนภาวะลำไส้อักเสบก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ทารกมีอาการท้องเสียได้

แม้อาการท้องเสียในทารกหลายกรณีอาจหายได้เองหากได้รับการดูแลและการรักษาอย่างเหมาะสม แต่หากปล่อยทิ้งไว้หรือดูแลไม่ถูกต้อง อาจทำให้ทารกขาดน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

แบบไหนที่เรียกได้ว่าทารกท้องเสีย

หากทารกถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้งภายใน 1 วัน ถือว่าเข้าข่ายภาวะท้องเสีย โดยทั่วไปภาวะท้องเสียเฉียบพลันในทารกมักจะดีขึ้นภายในประมาณ 2–3 วัน อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาการอาจยืดเยื้อและกลายเป็นภาวะเรื้อรังที่กินเวลานานกว่านั้นได้

เมื่อทารกมีภาวะท้องเสียเฉียบพลัน มักพบอาการร่วมอื่น ๆ ดังนี้

  • ปวดเมื่อยแขนขา

  • ปวดศีรษะ

  • อุจจาระมีมูกเลือดปน

  • ถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง

  • มีภาวะขาดน้ำ

  • ปวดท้องและเป็นตะคริวบริเวณหน้าท้อง

  • มีไข้

  • อาเจียน

 

ทารกท้องเสียและภาวะขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงจากอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน หากมีอาการรุนแรงมาก ภาวะนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของเด็กได้ โดยเฉพาะในทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี ซึ่งมีโอกาสสูญเสียน้ำในสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกายของตนเอง

ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการขาดน้ำในทารกจากสัญญาณต่อไปนี้ได้

  • ปัสสาวะออกน้อยลง 

  • ปากแห้ง

  • ลิ้นและริมฝีปากแห้ง

  • มีน้ำตาน้อยหรือแทบไม่มีน้ำตาเวลาร้องไห้

  • ตาดูลึกกว่าปกติ 

  • อ่อนเพลีย

  • กระสับกระส่ายหรือเซื่องซึม

หากภาวะขาดน้ำรุนแรงขึ้น อาจพบอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • ง่วงซึมมากผิดปกติ 

  • มือหรือเท้าเย็น

  • ผ้าอ้อมเปียกน้อยมาก

  • หายใจสั้นและเร็ว

 

 

การดูแลทารกที่มีอาการท้องเสียในระยะเริ่มแรก

เมื่อทารกมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญคือการรีบชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป โดยยังคงให้ลูกกินนมแม่ตามปกติ ร่วมกับการให้น้ำดื่มเพิ่มขึ้น หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ และแร่ธาตุ เช่น ผง ORS ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือใช้ตามที่แพทย์สั่ง ควรให้ดื่มแทรกระหว่างมื้ออาหาร

การชดเชยภาวะขาดน้ำด้วยการให้ดื่ม ORS ควรทำต่อเนื่องในช่วงประมาณ 3–4 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้เริ่มให้อาหารตามปกติได้ทันที และให้ลูกกินนมแม่ต่อไปตามเดิม ในระยะที่ลูกกำลังท้องเสีย ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้อาการท้องเสียเป็นมากขึ้นได้

ทารกที่มีอาการท้องเสียควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้:

  • ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน

  • มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ หรือมีภาวะขาดน้ำ

  • เมื่ออาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน

 

 

วิธีป้องกันลูกท้องเสีย

ท้องเสียในเด็กทารกมักเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งส่วนมากเข้าสู่ร่างกายโดยตรงทางปาก ทั้งจากการดื่มกินและการนำสิ่งของเข้าไปอมในปาก ดังนั้น สุขลักษณะอนามัยของอาหารจึงมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือพฤติกรรมการหยิบสิ่งของต่าง ๆ เข้าปากเองของลูกน้อย ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อไวรัสได้เช่นกัน

คุณแม่จึงควรใส่ใจดูแลความสะอาดของสิ่งของรอบตัวที่ลูกจะหยิบจับหรืออมเข้าปาก โดยทำความสะอาดสิ่งของเหล่านั้นให้บ่อยครั้ง เพื่อลดโอกาสที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายของลูกน้อย

หากต้องการติดตามและเช็กลักษณะการขับถ่ายของลูกน้อย สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่ ได้ที่นี่ ลิ้งค์นี้ไม่พบเนื้อหา

 

คำแนะนำกุมารแพทย์ในการดูแลลูกเมื่อท้องเสีย

เมื่อลูกมีอาการท้องเสีย หรือถ่ายบ่อย การดูแลอย่างถูกวิธีจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ลูกฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยกุมารแพทย์มักแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติดังนี้

  • ให้น้ำเกลือแร่สำหรับเด็กทารก เพื่อชดเชยสารน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ ที่ลูกสูญเสียไปช่วงที่ขับถ่ายเยอะ

  • สังเกตสัญญาณการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย กระหม่อมยุบ หรือมีอาการอ่อนเพลีย ซึม ผิดปกติ

  • หากลูกทานนมแม่ ให้ยังคงให้นมแม่ตามปกติ เพราะนมแม่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของลูกดีขึ้น และช่วยฟื้นฟูลำไส้ได้เป็นอย่างดี

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยุดถ่าย โดยไม่ได้รับคำสั่ง หรือคำแนะนำจากแพทย์

  • พาลูกพบแพทย์ทันที หากลูกมีไข้สูง อาเจียนตลอด หรือถ่ายมีมูกเลือดปน มีกลิ่นคาวเน่า หรือมีอาการต่อเนื่องมากกว่า 2-3 วัน

 

 

สรุป

แม้ทารกท้องเสียจะพบได้บ่อย แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือได้ หากรู้สาเหตุ สังเกตอาการ และป้องกันอย่างถูกวิธี ใส่ใจสัญญาณขาดน้ำ และอย่าลังเลที่จะพาไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ด้วยการดูแลที่ถูกต้อง สะอาด ถูกหลักอนามัยในทุกวัน จะช่วยลดโอกาสทารกท้องเสีย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงระยะยาว

ประเด็นสำคัญ

  • หมั่นสังเกตลักษณะอุจจาระ และอาการร่วม เพื่อแยกภาวะปกติออกจากท้องเสีย 

  • ระวังภาวะขาดน้ำ โดยตรวจดูผิวหนัง ปากแห้ง ปัสสาวะ และพฤติกรรมลูก

  • ให้สารน้ำ และเกลือแร่ตามคำแนะนำแพทย์ หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายมาใช้เอง

  • รักษาความสะอาดของมือ ภาชนะ และปรุงอาหารสุก สด ใหม่ให้กับลูก

  • หากมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด  มีกลิ่นคาว หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที 

 

 

คำถามที่พบบ่อย

อะไรเป็นสาเหตุทำให้ทารกท้องเสีย

สาเหตุหลักของทารกท้องเสียคือการติดเชื้อไวรัสโรต้า การปนเปื้อนของอาหารและน้ำ การปรุงอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จัดเก็บไม่ปลอดภัยมีแมลงวันตอม การแพ้นมผสม และการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร

ทารกถ่ายแบบไหนถึงจะเรียกว่าท้องเสีย

ทารกท้องเสียคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน หรืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีมูกเลือดปนแม้เพียงครั้งเดียว

ทารกท้องเสียจะขาดน้ำได้อย่างไร และมีอาการอะไรบ้าง

ภาวะขาดน้ำจากท้องเสียในทารกเป็นอันตราย สังเกตได้จากปัสสาวะน้อย ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาตอนร้องไห้ ตาลึก อ่อนเพลีย และในกรณีรุนแรงจะง่วงซึม มือเท้าเย็น

ทารกท้องเสียควรรักษาอย่างไรเบื้องต้น

การรักษาทารกท้องเสียเบื้องต้นทำได้โดยให้นมแม่ต่อไป ชดเชยน้ำด้วยผงเกลือแร่ ORS ให้ระหว่างมื้ออาหาร หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ และพบแพทย์ทันทีหากทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน หรือมีอาการรุนแรง

จะป้องกันทารกท้องเสียได้อย่างไร

ป้องกันภาวะท้องเสียในทารก โดยดูแลสุขลักษณะอาหารให้สะอาด หมั่นทำความสะอาดสิ่งของที่ทารกจับต้องอยู่เป็นประจำ และรักษาความสะอาดของมือก่อนเตรียมอาหารหรือสัมผัสทารก

 

กุมารแพทย์แนะนำให้ดูแลทารกท้องเสียอย่างไร

แพทย์แนะนำให้น้ำเกลือแร่ ให้นมแม่ต่อไป สังเกตอาการขาดน้ำ ไม่ใช้ยาหยุดถ่ายเอง และพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูง อาเจียน หรือถ่ายมีเลือดปน

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยเกี่ยวกับทารกท้องเสีย

คำถามที่พบบ่อยคือทารกถ่ายกี่ครั้งถึงจะเป็นท้องเสีย ทารกแรกเกิดท้องเสียควรทำอย่างไร และการแยกแยะระหว่างการถ่ายปกติกับท้องเสียในทารกที่กินนมแม่

 

ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

 

 

CVM no.M26-261

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x