สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะค่อย ๆ เจริญเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งรูปร่าง อวัยวะ และระบบสำคัญภายในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างละเอียดอ่อนและรวดเร็วในแต่ละช่วงเวลา
การเรียนรู้และติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ในแต่ละเดือน จะช่วยให้คุณแม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น สามารถดูแลสุขภาพของตนเองและลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมสู่การคลอดทารกน้อยที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดภัย
บทความอธิบายพัฒนาการทารกในครรภ์รายเดือน ตั้งแต่การปฏิสนธิ การสร้างอวัยวะ ไปจนถึงความพร้อมก่อนคลอด
ในเดือนที่เก้า เนื้อหาเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงของทารกกับการดูแลสุขภาพคุณแม่ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ
ตลอดการตั้งครรภ์
ประเด็นสำคัญ
อธิบายลำดับพัฒนาการทารกในครรภ์ ตั้งแต่ตัวอ่อนช่วงแรกจนถึงระยะใกล้คลอดอย่างสมบูรณ์
ชี้ให้เห็นความสำคัญของการติดตามพัฒนาการรายเดือน เพื่อช่วยวางแผนดูแลสุขภาพคุณแม่และทารกได้อย่างเหมาะสม
กล่าวถึงความท้าทายในการดูแลระหว่างการเปลี่ยนแปลงแต่ละไตรมาส ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
โอกาสในการส่งเสริมพัฒนาการสมองและระบบต่าง ๆ ผ่านการดูแลต่อเนื่องและข้อมูลที่เชื่อถือได้
ในช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์ เป็นระยะแรกที่ชีวิตใหม่เริ่มก่อตัวจากการปฏิสนธิและการแบ่งตัวของเซลล์อย่างต่อเนื่อง ดังนี้:
เมื่อไข่และอสุจิผสมกัน โครโมโซมจากคุณพ่อและคุณแม่จะเริ่มกำหนดเพศ สีผม สีตา และลักษณะเฉพาะต่าง ๆ เพื่อเป็นอัตลักษณ์ของทารก
ชีวิตเริ่มก่อกำเนิดจากเซลล์หนึ่งเซลล์ที่เรียกว่า Zygote ซึ่งจะเริ่มแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ และจากสี่เป็นแปดเซลล์ กระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนที่เรียกว่า Embryo และเดินทางผ่านท่อนำไข่เข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูก
เมื่อตัวอ่อนฝังตัวเรียบร้อยแล้ว จะเริ่มสร้างรก สายสะดือ และผลิตน้ำคร่ำเพื่อหล่อเลี้ยงและปกป้องตัวอ่อน การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์จำนวนมากยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพัฒนาเป็นอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย
ในระยะนี้ตัวอ่อนมีขนาดเล็กประมาณ ¼ นิ้ว และจะได้รับอาหารจากถุงไข่แดงที่อยู่ติดกับตัวอ่อน ก่อนที่รกจะพัฒนาเต็มที่และเข้ามาทำหน้าที่แทน
เมื่อเข้าสู่เดือนที่สอง รูปร่างของตัวอ่อนจะเริ่มชัดเจนขึ้น และมีการพัฒนาระบบสำคัญต่าง ๆ ของร่างกายมากขึ้น ดังนี้:
พัฒนาการทารกในครรภ์ 2 เดือนนี้ ตัวอ่อนจะพัฒนารูปร่างชัดเจนขึ้น ศีรษะดูใหญ่กว่าส่วนอื่น เริ่มเห็นใบหน้า ดวงตากลมดำ หู จมูก แขนขา มือเท้า เปลือกตาบน และลำตัวเริ่มยืดออก ในช่วงนี้ทารกมีความยาวตัวประมาณ 2–3 เซนติเมตร
สามารถตรวจพบว่าหัวใจเริ่มเต้นแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งคุณแม่จะมองเห็นได้เมื่อทำอัลตราซาวด์
ระบบประสาทส่วนกลางมีการพัฒนา หลอดประสาทซึ่งประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเนื้อเยื่อเส้นใยประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณกับเซลล์อื่น ๆ เพื่อพัฒนาการตอบสนองและกล้ามเนื้อ ทำให้ทารกเริ่มขยับตัว ทางเดินอาหารและอวัยวะรับสัมผัสต่าง ๆ เริ่มพัฒนา
ในช่วงเดือนที่สาม อวัยวะสำคัญเกือบทั้งหมดเริ่มสร้างเสร็จและพัฒนาต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมองและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย:
พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือนนี้ อวัยวะต่าง ๆ พัฒนาสมบูรณ์มากขึ้น มีดวงตา จมูก ปาก หน้าผาก ใบหู แขนขา นิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บมือ เล็บเท้า และสามารถขยับแขนขา กำมือ เหยียดมือ และอ้าปากได้ ช่วงนี้ทารกมีความยาวตัวประมาณ 10–12 เซนติเมตร
อวัยวะเพศกำลังพัฒนาเป็นเพศชายหรือเพศหญิง แต่ยังมองเห็นไม่ชัดเมื่อดูจากอัลตราซาวด์ อวัยวะสำคัญทั้งหมดสร้างเรียบร้อยแล้ว และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถทำงานได้ตามปกติ
สมองกำลังสร้างจุดเชื่อมต่อสัญญาณประสาทจำนวนมาก ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบขับถ่ายปัสสาวะเริ่มทำงาน ตับมีการผลิตน้ำดี และรกเริ่มทำหน้าที่ส่งผ่านสารอาหารจากคุณแม่สู่ทารก รวมทั้งขับของเสียออกผ่านทางสายสะดือ
ในช่วงเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์ ทารกเริ่มเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการพัฒนาของอวัยวะต่าง ๆ ชัดเจนมากขึ้น ดังนี้ :
ทารกมีขนาดตัวยาวประมาณ 16–18 เซนติเมตร น้ำหนักราว 200 กรัม ผิวหนังยังบางและใส จนสามารถมองเห็นเส้นเลือดภายในได้อย่างชัดเจน
มีการพัฒนาเปลือกตา ขนตา คิ้ว เล็บ ผม รวมถึงลายมือ และทารกสามารถขยับตัว ขยับแขนขา กำหมัด ดูดนิ้วโป้ง และดูดกลืนน้ำคร่ำได้แล้ว
ทารกเริ่มแสดงสีหน้าสะท้อนความรู้สึก ระบบประสาทเริ่มทำงานมากขึ้น และประสาทรับรสบนลิ้นเริ่มพัฒนา ขณะที่มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น
อวัยวะเพศภายนอกและภายในพัฒนาสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้อัลตราซาวด์สามารถมองเห็นเพศหญิงหรือชายได้ชัดเจนขึ้น โดยทารกเพศหญิงจะมีไข่จำนวนหลายพันฟองอยู่ในรังไข่แล้ว
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 ทารกมีการเจริญเติบโตทั้งด้านขนาดร่างกาย และการทำงานของระบบต่าง ๆ จนคุณแม่เริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้ :
ทารกมีขนาดตัวยาวประมาณ 20–25 เซนติเมตร น้ำหนักราว 400 กรัม กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น จนคุณแม่สามารถรู้สึกได้ว่าทารกเริ่มดิ้นภายในครรภ์
ฟันเริ่มมีการพัฒนา รากฐานของฟันน้ำนมก่อตัวขึ้น ผมบนศีรษะเริ่มงอก และมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมตามผิวร่างกาย
ผิวของทารกเริ่มผลิตไขสีขาวเคลือบผิว (vernix caseosa) เพื่อช่วยปกป้องผิวหนังไม่ให้ระคายเคืองจากการแช่อยู่ในน้ำคร่ำเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีการสร้างชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยเก็บความร้อน และรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่น
ทารกเริ่มพัฒนาการรับรู้สัมผัสในด้านต่าง ๆ ทั้งแสง เสียง กลิ่น และรสชาติ ทารกสามารถรับรู้การสัมผัสได้เมื่อคุณแม่ลูบท้อง และระบบการได้ยินก็พัฒนาจนเริ่มได้ยินเสียงของคุณแม่แล้ว
การที่ทารกได้ยินเสียงต่าง ๆ เช่น เสียงพูด หรือเสียงเพลง ช่วยกระตุ้นการทำงานของประสาทการได้ยินให้พัฒนาเร็วขึ้น และส่งผลดีต่อความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ หลังคลอด
ในเดือนที่ 6 กล้ามเนื้อและระบบต่าง ๆ ของทารกมีความสมบูรณ์มากขึ้น ทารกสามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รายละเอียดสำคัญมีดังนี้ :
ทารกมีขนาดตัวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร น้ำหนักราว 600 กรัม กล้ามเนื้อพัฒนาสมบูรณ์ขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวแข็งแรงและชัดเจนมากขึ้น
ทารกได้ยินเสียงหัวใจเต้นของคุณแม่ และคุ้นเคยกับเสียงของคุณแม่ สามารถตอบสนองต่อเสียงด้วยการขยับตัว หรือเคลื่อนไหวเมื่อได้ยินเสียงจากภายใน และภายนอกร่างกายคุณแม่
ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทารกกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกันมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ระบบหายใจเริ่มผลิตสารลดแรงตึงผิวในปอด เพื่อช่วยให้ถุงลมพองตัวได้ดีขึ้น
ปอดของทารกเริ่มมีการฝึกหายใจในน้ำคร่ำ ซึ่งอาจทำให้ทารกเกิดอาการสะอึก และส่งผลให้คุณแม่รู้สึกเหมือนทารกกระตุกอยู่ในท้องเป็นจังหวะ
ระบบประสาทสมองกำลังพัฒนา และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการคิด การรับรู้ และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานด้านการเรียนรู้ในอนาคต
อวัยวะเพศภายในยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในทารกเพศชาย อัณฑะจะเริ่มเคลื่อนตัวลง ส่วนในทารกเพศหญิง มดลูก รังไข่ และช่องคลอดจะเคลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในอุ้งเชิงกราน
ผิวของทารกพัฒนาหนาขึ้น ไม่บางใสเหมือนช่วงก่อนหน้า มีการสะสมไขมันใต้ผิวหนังทั่วร่างกายเพื่อช่วยรักษาความอบอุ่น ช่วงนี้ทารกมีความยาวประมาณ 35 เซนติเมตร น้ำหนักราว 1,000–1,200 กรัม และเริ่มขยับตัวไปอยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อการคลอด
ทารกเริ่มลืมตาและกระพริบตาได้เมื่อมองเห็นแสงที่ส่องผ่านหน้าท้องคุณแม่ การส่องไฟผ่านหน้าท้องสามารถกระตุ้นให้เซลล์สมอง รวมถึงระบบประสาทส่วนที่รับภาพและการมองเห็นพัฒนาได้ดีขึ้น
ระบบประสาทสมองมีการพัฒนาและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายมากขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่ควบคุมเวลาตื่นและเวลานอนของทารก
ในช่วงเดือนที่ 8 ระบบภายในร่างกายส่วนใหญ่ของทารกพัฒนาได้ดีขึ้น ทารกดิ้น เตะ หรือกระทุ้งศอกแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปอดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่ ช่วงนี้ทารกมีความยาวประมาณ 40–45 เซนติเมตร น้ำหนักราว 2,000–2,500 กรัม และเริ่มกลับตัวหันศีรษะลงด้านล่าง
ระบบประสาทสมองของทารกกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงในสมองเพิ่มขึ้น และสมองมีรอยหยักมากขึ้น
ระบบประสาทส่วนที่รับรู้เสียง แสง และการสัมผัสทำงานไวขึ้น ทำให้ทารกสามารถรับรู้ความมืดและความสว่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 9 ปอดของทารกพัฒนาเกือบเต็มที่ พร้อมสำหรับการหายใจครั้งแรกหลังคลอด ผิวหนังมีความสมบูรณ์มากขึ้น ช่วงนี้ทารกมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำหนักราว 2,800–3,000 กรัม และกลับศีรษะลงสู่ช่องเชิงกรานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด
ระบบภูมิต้านทานเริ่มทำหน้าที่ปกป้องทารกและยังคงพัฒนาต่อไปหลังคลอด การเลี้ยงทารกด้วยนมแม่หลังคลอดจะช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิต้านทานของทารกพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
สมองของทารกเริ่มควบคุมการทำงานของร่างกายเกือบทั้งหมด เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า การตื่นตัว รวมถึงการคว้าจับและการดูด ทำให้ทารกสามารถจับมือคุณแม่และดูดนมแม่ได้ทันทีหลังคลอด
ตารางต่อไปนี้สรุปพัฒนาการสำคัญของทารกในครรภ์ในแต่ละเดือนของการตั้งครรภ์ เพื่อให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้น
| เดือนของการตั้งครรภ์ | พัฒนาการของทารกในครรภ์ |
| ท้อง 1 เดือน | ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิฝังตัวที่ผนังมดลูก เซลล์เริ่มแบ่งตัว หัวใจเริ่มเต้นในสัปดาห์ที่ 4 |
| ท้อง 2 เดือน | ตัวอ่อนพัฒนาชัดเจนขึ้น แขนขาเริ่มพัฒนา ระบบประสาทเริ่มทำงาน ดวงตา หู ปากเริ่มปรากฏ |
| ท้อง 3 เดือน | อวัยวะบนใบหน้าของทารกเกือบสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ตายังปิดอยู่ สมองและกล้ามเนื้อเริ่มทำงานประสานกัน เริ่มขยับแขนขาได้ |
| ท้อง 4 เดือน | เพศเริ่มแยกชัดเจน มีเส้นผมและเล็บ ระบบไหลเวียนโลหิตเริ่มทำงาน เมื่อเทียบกับเดือนก่อน จำนวนเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ระยะนี้ทารกจะเตะและยืดนิ้วมือ นิ้วเท้า |
| ท้อง 5 เดือน | ขนอ่อนปกคลุมตัว มารดาจะรู้สึกได้บ่อย ๆ ว่าลูกดิ้น ทารกรับรู้ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ กลิ่น และเสียง แม้ว่าตาจะยังปิด แต่ทารกจะสัมผัสถึงแสงจ้าได้ ได้ยินสิ่งที่คุณพูด และรู้สึกเมื่อคุณลูบท้องเบา ๆ |
| ท้อง 6 เดือน | ผิวบาง มองเห็นเส้นเลือด ทารกดูดนิ้วได้ ปอดเริ่มพัฒนา |
| ท้อง 7 เดือน | ระบบประสาทพัฒนามากขึ้น ดวงตาเริ่มเปิด มีรอบของการตื่นและการหลับ ขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงดัง จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไปตามแสงและเสียงที่ทารกสัมผัสได้ |
| ท้อง 8 เดือน | น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น กระดูกแข็งแรง สมองพัฒนาเร็วขึ้น สามารถรับรู้ความมืดและความสว่างได้ |
| ท้อง 9 เดือน | ทารกกลับหัวเตรียมคลอด ระบบอวัยวะต่าง ๆ ทำงานสมบูรณ์ ผิวเรียบและเนื้อแน่น |
การทำความเข้าใจพัฒนาการทารกในครรภ์ในแต่ละเดือน ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นภาพการเติบโตของลูกน้อยได้ชัดเจนขึ้น และเตรียมตัวดูแลทั้งสุขภาพกายและใจได้เหมาะสมในทุกไตรมาส เมื่อติดตามพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการฝากครรภ์และปรึกษาแพทย์ตามนัด จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อย
ประเด็นสำคัญ
ติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์ทุกเดือนเพื่อประเมินการเติบโตของลูกน้อย
ดูแลโภชนาการและพักผ่อนให้เหมาะสมในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์
ฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสุขภาพแม่และทารกอย่างต่อเนื่อง
สังเกตสัญญาณผิดปกติ และ รีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อกังวล
เตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเพื่อต้อนรับการคลอดอย่างมั่นใจ
ทารก 4 เดือนยาว 16-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200 กรัม อวัยวะเพศพัฒนาสมบูรณ์ จึงบ่งบอกเพศได้ชัดเจน สามารถขยับตัว ดูดนิ้วโป้ง และแสดงอารมณ์ทางสีหน้า
ทารก 7 เดือนยาว 35 เซนติเมตร น้ำหนัก 1000-1200 กรัม เริ่มลืมตาและกระพริบเมื่อเห็นแสงผ่านผนังหน้าท้อง การส่องแสงช่วยพัฒนาระบบประสาทการมองเห็น
การติดตามพัฒนาการทารกในครรภ์ช่วยให้คุณแม่มีความสุขในการดูแลทารก เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอด และดูแลตนเองเพื่อให้ทารกเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง
เมื่อไข่และอสุจิผสมกัน โครโมโซมกำหนดเพศและลักษณะเฉพาะ เซลล์เดียวแบ่งตัวเป็น Embryo เดินทางไปฝังตัวที่ผนังมดลูก เริ่มสร้างรกและสายสะดือ
ตารางแสดงพัฒนาการทารกตั้งแต่เดือน 1 ที่เริ่มปฏิสนธิ จนถึงเดือน 9 ที่ทารกเตรียมคลอด รวมขนาด น้ำหนัก และความสามารถพิเศษในแต่ละช่วง
แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ได้แก่ WebMD โรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลสมิติเวช มหาวิทยาลัยมหิดล และสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กจากหน่วยงานราชการ
อ้างอิงจาก
https://www.webmd.com/baby/interactive-pregnancy-tool-fetal-development?week=1 — สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
CVM no. M26-264
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.