สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ท้องผูกขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ อันตรายหรือไม่?
พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ปวดท้องแต่ไม่สามารถขับถ่ายได้
วิธีแก้อาการปวดท้องเหมือนปวดอุจจาระ แต่ไม่ออกแบบเร่งด่วน
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและควรทาน เมื่อปวดท้องแต่ไม่ถ่าย
ท่าออกกำลังกายเบาๆ และโยคะ ที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย
ยาระบาย ยาแก้ท้องผูก และสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยได้
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
เคล็ดลับป้องกันอาการ "ปวด เหมือนจะถ่าย แต่ไม่ถ่าย" ไม่ให้กลับมาอีก
แล้ววันนี้มีปวดหน่วงๆท้องน้อยร่วมด้วยคะ แต่ปวดแค่ประมาณ 5-10 วินาทีก็หาย ลูกดิ้นแรงตลอดเลยคะ จะเกี่ยวกับที่ลูกดิ้นด้วยไหมคะ
หากมีอาการอุจจาระแข็งด้วยจะเป็นอาการท้องผูก ซึ่งในหญิงตั้งครรภ์มีสาเหตุจากการเพิ่มของฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (Progesterone) และขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดทับลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง และมีการดูดน้ำกลับมากขึ้น จึงเกิดอาการท้องผูกได้ค่ะ เป็นอาการที่พบได้ แนะนำคุณแม่ดื่มน้ำมากขึ้น ทานผัก ผลไม้ ดื่มน้ำลูกพรุนเพื่อช่วยส่งเสริมการขับถ่ายค่ะ แต่หากรู้สึกเหมือนอยากถ่ายอุจาระ แต่ก็ไม่ใช่ ระยะเวลาและความรุนแรงไม่สม่ำเสมอ จะเจ็บเป็นช่วงสั้นๆ ถี่บ้างห่างบ้าง เพราะการเจ็บยังไม่สัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก และมักเจ็บบริเวณหัวเหน่ามากกว่าส่วนบนของมดลูก อาการดังกล่าวจะเป็นอาการเจ็บครรภ์เตือน ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในอายุครรภ์นี้ค่ะ แต่ถ้าเป็นการเจ็บคลอดจริงจะเจ็บเป็นจังหวะสัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก ระยะเวลาการเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 15 วินาทีในระยะแรกๆ จนถึง 50-60 วินาทีต่อครั้ง หากมีอาการเหล่านี้หรือมีมูกปะปนเลือดออกมาที่ปากช่องคลอดคุณแม่ควรรีบปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลทันทีนะคะ
อาการท้องผูกเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2–3 ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความรู้สึกไม่สบายตัว และในบางกรณีอาจกระทบต่อสุขภาพครรภ์ได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของท้องผูกในระยะตั้งครรภ์อ่อน ๆ อันตรายที่อาจเกิดขึ้น วิธีบรรเทาอย่างปลอดภัย และเคล็ดลับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
หนึ่งในสาเหตุหลักของอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน Progesterone ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ผ่อนคลาย เคลื่อนไหวช้าลง ส่งผลให้การขับถ่ายช้าลงตามไปด้วย ยิ่งเมื่อมดลูกเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ก็จะยิ่งกดทับลำไส้ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของอุจจาระช้าลงไปอีก
-ดื่มน้ำน้อย และทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ
-นั่งทำงานหน้าจอหรืออยู่กับที่นาน ๆ โดยไม่ลุกเดินเลยตลอดวัน
-รับประทานอาหารเสริม เช่น ธาตุเหล็กหรือวิตามินโฟลิกที่มีเหล็ก ส่งผลให้อุจจาระแข็งขึ้น
-ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้า มีผลให้การขับถ่ายผิดปกติได้
-ไม่ออกกำลังกาย หรือขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย
หากรู้สึกแน่นท้อง ปวดเหมือนอยากถ่าย แต่ถ่ายไม่ออก ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ เป็นวิธีที่ทำได้เอง และปลอดภัยอย่างปลอดภัย
1.จิบน้ำอุ่นหรือจิบเครื่องดื่มอุ่น เช่น น้ำขิง น้ำซุปใส หรือน้ำอุ่นธรรมดา จะช่วยกระตุ้นระบบลำไส้
2.นวดท้องเบา ๆ ทิศทางตามเข็มนาฬิกา ในช่วง ไตรมาสที่2 การตั้งครรภ์ (พ้นไตรมาสแรกแล้ว) จะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
3.ปรับท่านั่งเวลาถ่าย เอียงเข่าขึ้นให้สูงเล็กน้อย จะช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น
อาหารที่ควรทานเมื่อท้องผูก
-ผักผลไม้สด เช่น มะละกอสุก กล้วย แอปเปิ้ล
-ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
-ถั่วหลากชนิด เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว
-น้ำพรุนหรือน้ำลูกพรุน เป็นตัวช่วยกระตุ้นการขับถ่ายที่ปลอดภัย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
-อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด ชีส หรืออาหารที่มีเนยมาก
-เครื่องดื่มคาเฟอีน (เช่น กาแฟ ชา) และแอลกอฮอล์ แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้
-แป้งขัดขาวหรือของแปรรูป ที่กากใยน้อย
-Stool Softeners (ยาเย็น) เช่น Docusate sodium หรือ Docusate calcium
-Bulk-forming Laxatives เช่น Psyllium (Metamucil), Polycarbophil
-Saline/Stimulant/Lactulose เช่น Magnesium hydroxide, Bisacodyl, Lactulose – ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
-สมุนไพรธรรมชาติ เช่น น้ำขิง อบเชย น้ำพรุน หรือชาสมุนไพรที่ผสม Fennel ซึ่งช่วยกระตุ้นลำไส้
คุณแม่สามารถหาซื้อจากร้านขายยาใกล้บ้านและปรึกษาเภสัชกรก่อนการรับประทานกันนะคะ
หากเจออาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม
-ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
-ท้องแข็ง กดแล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของการหดตัว หรือการบีบตัวของหมด ซึ่งควรหาสาเหตุเพิ่มเติม
-เลือดหรือเมือกในอุจจาระ อาจมีแผลที่ทวารหนัก หรือภาวะอื่นที่ควรได้รับการตรวจรักษา
-ไม่ถ่ายอุจจาระนานเกิน 1 สัปดาห์ หลังปรับพฤติกรรมแล้ว
-รู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนแรง ซีด หรือมีไข้
1.ดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเช้าและก่อนนอน
2.กินอาหารที่มีกากใยสูง ให้ได้ประมาณ 25–30 กรัมต่อวัน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช และถั่ว
3.ขยับร่างกายสม่ำเสมอ ลุกเดินหรือยืดเหยียดอย่างน้อย 10 นาทีทุกชั่วโมง
4.หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้ท้องผูก หากไม่จำเป็น
5.ฝึกนิสัยเข้าห้องน้ำหลังมื้ออาหาร และใช้ท่านั่งที่เหมาะสมเพื่อลดการเบ่ง
6.จดบันทึกพฤติกรรมการกินและอาการท้องผูก เพื่อค้นหาสาเหตุเฉพาะตัว
7.ปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น เพื่อความปลอดภัย
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.