สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

ปวดท้องเหมือนปวดอุจจาระแต่ไม่ถ่าย วิธีแก้ สาเหตุ วิธีแก้ และการป้องกัน ขณะตั้งครรภ์

ตอนนี้ท้อง 34 สัปดาห์ แล้ว ช่วงนี้รู้สึกปวดท้องถ่ายหนักบ่อยแต่พอไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ถ่าย เป็นอาการเตือนอะไรไหมคะ

แล้ววันนี้มีปวดหน่วงๆท้องน้อยร่วมด้วยคะ แต่ปวดแค่ประมาณ 5-10 วินาทีก็หาย ลูกดิ้นแรงตลอดเลยคะ จะเกี่ยวกับที่ลูกดิ้นด้วยไหมคะ

careline

แคร์ไลน์หนึ่งฤทัย

หากมีอาการอุจจาระแข็งด้วยจะเป็นอาการท้องผูก ซึ่งในหญิงตั้งครรภ์มีสาเหตุจากการเพิ่มของฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (Progesterone) และขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดทับลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง และมีการดูดน้ำกลับมากขึ้น จึงเกิดอาการท้องผูกได้ค่ะ เป็นอาการที่พบได้ แนะนำคุณแม่ดื่มน้ำมากขึ้น ทานผัก ผลไม้ ดื่มน้ำลูกพรุนเพื่อช่วยส่งเสริมการขับถ่ายค่ะ แต่หากรู้สึกเหมือนอยากถ่ายอุจาระ แต่ก็ไม่ใช่ ระยะเวลาและความรุนแรงไม่สม่ำเสมอ จะเจ็บเป็นช่วงสั้นๆ ถี่บ้างห่างบ้าง เพราะการเจ็บยังไม่สัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก และมักเจ็บบริเวณหัวเหน่ามากกว่าส่วนบนของมดลูก อาการดังกล่าวจะเป็นอาการเจ็บครรภ์เตือน ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในอายุครรภ์นี้ค่ะ แต่ถ้าเป็นการเจ็บคลอดจริงจะเจ็บเป็นจังหวะสัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก ระยะเวลาการเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 15 วินาทีในระยะแรกๆ จนถึง 50-60 วินาทีต่อครั้ง หากมีอาการเหล่านี้หรือมีมูกปะปนเลือดออกมาที่ปากช่องคลอดคุณแม่ควรรีบปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลทันทีนะคะ

ท้องผูกขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ อันตรายหรือไม่?

อาการท้องผูกเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2–3 ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความรู้สึกไม่สบายตัว และในบางกรณีอาจกระทบต่อสุขภาพครรภ์ได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของท้องผูกในระยะตั้งครรภ์อ่อน ๆ อันตรายที่อาจเกิดขึ้น วิธีบรรเทาอย่างปลอดภัย และเคล็ดลับการดูแลตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

หนึ่งในสาเหตุหลักของอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน Progesterone ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ผ่อนคลาย เคลื่อนไหวช้าลง ส่งผลให้การขับถ่ายช้าลงตามไปด้วย ยิ่งเมื่อมดลูกเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ก็จะยิ่งกดทับลำไส้ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของอุจจาระช้าลงไปอีก

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ปวดท้องแต่ไม่สามารถขับถ่ายได้

-ดื่มน้ำน้อย และทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ

-นั่งทำงานหน้าจอหรืออยู่กับที่นาน ๆ โดยไม่ลุกเดินเลยตลอดวัน

-รับประทานอาหารเสริม เช่น ธาตุเหล็กหรือวิตามินโฟลิกที่มีเหล็ก ส่งผลให้อุจจาระแข็งขึ้น

-ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้า มีผลให้การขับถ่ายผิดปกติได้

-ไม่ออกกำลังกาย หรือขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย

วิธีแก้อาการปวดท้องเหมือนปวดอุจจาระ แต่ไม่ออกแบบเร่งด่วน

หากรู้สึกแน่นท้อง ปวดเหมือนอยากถ่าย แต่ถ่ายไม่ออก ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ เป็นวิธีที่ทำได้เอง และปลอดภัยอย่างปลอดภัย

1.จิบน้ำอุ่นหรือจิบเครื่องดื่มอุ่น เช่น น้ำขิง น้ำซุปใส หรือน้ำอุ่นธรรมดา จะช่วยกระตุ้นระบบลำไส้ 

2.นวดท้องเบา ๆ ทิศทางตามเข็มนาฬิกา ในช่วง ไตรมาสที่2 การตั้งครรภ์ (พ้นไตรมาสแรกแล้ว) จะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

3.ปรับท่านั่งเวลาถ่าย เอียงเข่าขึ้นให้สูงเล็กน้อย จะช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและควรทาน เมื่อปวดท้องแต่ไม่ถ่าย

อาหารที่ควรทานเมื่อท้องผูก

-ผักผลไม้สด เช่น มะละกอสุก กล้วย แอปเปิ้ล

-ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต

-ถั่วหลากชนิด เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว

-น้ำพรุนหรือน้ำลูกพรุน เป็นตัวช่วยกระตุ้นการขับถ่ายที่ปลอดภัย 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

-อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด ชีส หรืออาหารที่มีเนยมาก

-เครื่องดื่มคาเฟอีน (เช่น กาแฟ ชา) และแอลกอฮอล์ แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

-แป้งขัดขาวหรือของแปรรูป ที่กากใยน้อย

ท่าออกกำลังกายเบาๆ และโยคะ ที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

-เดินช้า ๆ 15–20 นาทีหลังมื้ออาหาร

-ท่าโยคะ Cat-Camel

-หายใจลึก ๆ และผ่อนคลายเมื่อไปห้องน้ำ ลดการเบ่งที่มากเกินจำเป็น

ยาระบาย ยาแก้ท้องผูก และสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยได้

-Stool Softeners (ยาเย็น) เช่น Docusate sodium หรือ Docusate calcium 

-Bulk-forming Laxatives เช่น Psyllium (Metamucil), Polycarbophil 

-Saline/Stimulant/Lactulose เช่น Magnesium hydroxide, Bisacodyl, Lactulose – ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

-สมุนไพรธรรมชาติ เช่น น้ำขิง อบเชย น้ำพรุน หรือชาสมุนไพรที่ผสม Fennel ซึ่งช่วยกระตุ้นลำไส้

คุณแม่สามารถหาซื้อจากร้านขายยาใกล้บ้านและปรึกษาเภสัชกรก่อนการรับประทานกันนะคะ

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

หากเจออาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

-ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย

-ท้องแข็ง กดแล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของการหดตัว หรือการบีบตัวของหมด ซึ่งควรหาสาเหตุเพิ่มเติม

-เลือดหรือเมือกในอุจจาระ อาจมีแผลที่ทวารหนัก หรือภาวะอื่นที่ควรได้รับการตรวจรักษา

-ไม่ถ่ายอุจจาระนานเกิน 1 สัปดาห์ หลังปรับพฤติกรรมแล้ว

-รู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนแรง ซีด หรือมีไข้

เคล็ดลับป้องกันอาการ “ปวดเหมือนจะถ่ายแต่ไม่ถ่าย” ไม่ให้กลับมาอีก

1.ดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเช้าและก่อนนอน

2.กินอาหารที่มีกากใยสูง ให้ได้ประมาณ 25–30 กรัมต่อวัน เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช และถั่ว

3.ขยับร่างกายสม่ำเสมอ ลุกเดินหรือยืดเหยียดอย่างน้อย 10 นาทีทุกชั่วโมง

4.หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้ท้องผูก หากไม่จำเป็น

5.ฝึกนิสัยเข้าห้องน้ำหลังมื้ออาหาร และใช้ท่านั่งที่เหมาะสมเพื่อลดการเบ่ง

6.จดบันทึกพฤติกรรมการกินและอาการท้องผูก เพื่อค้นหาสาเหตุเฉพาะตัว

7.ปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น เพื่อความปลอดภัย

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมโปรดส่งอีเมลถึงแคร์ไลน์

 

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x