สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

อาการเจ็บท้อง แข็งถี่ ไม่มีมูก ไม่มีน้ำเดินเมื่อไรควรไปโรงพยาบาล? สังเกตอาการเจ็บจริง-เจ็บเตือน มูกเลือด น้ำเดิน และสัญญาณคลอดอื่นๆ

คุณเเม่ควรไปโรงพยาบาลช่วงไหน เมื่ออาการเจ็บท้องคลอด

เวลาไหนที่เหมาะสม?​

ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวว่าคุณแม่ควรไปโรงพยาบาลเมื่อไหร่เพราะการเจ็บท้องคลอดของแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยทั่วไปคุณแม่ควรโทรแจ้งสูติแพทย์หรือห้องคลอดให้ช่วยประเมินเวลาที่คุณแม่ควรไปโรงพยาบาล

  1. หากเป็นท้องแรกคุณแม่ควรโทรหาสูติแพทย์เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัวเป็นจังหวะทุกๆ 5 นาทีและแต่ละครั้งใช้เวลานาน 30 หรือ 40 วินาทีเพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงเวลาคลอดแล้วสูติแพทย์อาจบอกให้คุณแม่รีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
  2. แต่หากไม่ใช่ท้องแรกคุณแม่ควรโทรแจ้งสูติแพทย์หรือห้องคลอดเมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัวเป็นจังหวะทุกๆ 7 นาที

สิ่งที่สูติแพทย์ต้องการทราบ

เมื่อคุณแม่โทรแจ้ง สูติแพทย์จะประเมินว่า

  1. คุณแม่เป็นอย่างไรบ้างสามารถรับมือกับความเจ็บปวดได้ดีแค่ไหนและรู้สึกว่าลูกในท้องดิ้นครั้งล่าสุดเมื่อใด
  2. มดลูกบีบรัดตัวรุนแรงแค่ไหนการบีบรัดตัวของมดลูกเกิดขึ้นเป็นจังหวะทุกๆ กี่นาทีและแต่ละครั้งกินเวลานานเท่าใด
  3. คุณแม่มีน้ำเดินแล้วหรือยัง หรือมีมูกหรือมูกปนเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดหรือไม่
  4. จากนั้นสูติแพทย์จะแนะนำว่าคุณแม่ควรไปโรงพยาบาลทันที หรือควรรออยู่ที่บ้านก่อน

อาการที่บ่งบอกว่าคุณแม่ควรโทรแจ้งสูติแพทย์หรือห้องคลอดโดยทันที

  1. หากอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์และคุณแม่รู้สึกตัวว่ามดลูกบีบรัดตัวเป็นจังหวะ
  2. ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าลูกในท้องไม่ดิ้นมานานถึง 8 – 10 ชั่วโมงแล้วหรือดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งในช่วง 24 ชั่วโมง
  3. ถ้ารู้สึกเจ็บท้องคลอดรุนแรงเกินกว่าจะทนได้

การเจ็บท้องเตือนคืออะไร

ก่อนที่จะเจ็บท้องคลอดจริง คุณแม่จะมีอาการท้องแข็งหรือเจ็บท้องเตือนบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งจะทำให้ทราบว่าลูกน้อยพร้อมจะออกมาดูโลกภายนอกแล้ว​​

เจ็บท้องคลอดจริง vs เจ็บเตือน ต่างกันอย่างไร

อาการเจ็บท้องคลอดจริง (True Labor) และเจ็บเตือน (False Labor หรือ Braxton Hicks Contractions) มีความแตกต่างกันดังนี้

-อาการเจ็บเตือนมักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อาการจะไม่สม่ำเสมอและไม่รุนแรง สามารถหายไปได้เอง และไม่ทำให้ปากมดลูกเปิดขยาย 

-อาการเจ็บท้องคลอดจริง จะมีอาการปวดสม่ำเสมอและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีการหดรัดตัวของมดลูกที่สม่ำเสมอ และทำให้ปากมดลูกเปิดขยาย นำไปสู่การคลอด

ไม่มีมูก ไม่มีน้ำเดิน ยังไม่คลอดใช่ไหม

การไม่มีมูกเลือดหรือน้ำเดินไม่ได้หมายความว่าจะยังไม่คลอดเสมอไป บางครั้ง

การคลอดอาจเริ่มต้นโดยไม่มีสัญญาณเหล่านี้ ดังนั้นควรสังเกตอาการเจ็บท้อง

และการหดรัดตัวของมดลูกเป็นหลักในการดูว่าใกล้จะคลอดแล้วหรือยัง

มูกเลือดกับน้ำเดินคืออะไร? สำคัญอย่างไร

-มูกเลือดมีลักษณะเป็นมูกเหนียวที่มีเลือดปน อาจเป็นสีน้ำตาลหรือชมพู เป็นสัญญาณว่าปากมดลูกเริ่มเปิดและการคลอดอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน 

-น้ำเดินคือการที่ถุงน้ำคร่ำแตก ทำให้น้ำคร่ำไหลออกมา เป็นสัญญาณว่าการคลอดใกล้เข้ามา และควรไปโรงพยาบาลทันที

การหดรัดตัวของมดลูกแบบไหนคือเจ็บคลอดจริง

การหดรัดตัวของมดลูกที่เป็นสัญญาณของการเจ็บคลอดจริงจะมีลักษณะดังนี้

-อาการเกิดขึ้นสม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ 

-ความรุนแรงของอาการเจ็บครรภ์เพิ่มขึ้น

-อาการไม่หายไปแม้จะเปลี่ยนท่าทางหรือนอนพัก

-ถ้าไปพบแพทย์ตรวจการเปิดของปากมดลูก จะพบว่าปากมดลูกจะมีการเปิดขยายสัมพันธ์กับอาการหดรัดตัวของมดลูกที่ถี่มากขึ้น

การปฏิบัติตัวขณะเจ็บท้องแข็งถี่

- จัดท่าให้อยู่ในท่าที่สบาย เช่น นอนตะแคงซ้าย ใช้หมอนหนุนขารองรับช่องเชิงกรานและนอนพักนิ่ง ๆ ซักระยะ 

- สังเกตลักษณะอาการ ว่าเป็นการเจ็บครรภ์แบบใด

- จดบันทึกเวลาและความถี่ของการเจ็บ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแจ้งแพทย์

- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

- เตรียมของจำเป็นใส่กระเป๋าไว้ล่วงหน้า และเรียกรถหรือคนพาไปโรงพยาบาลทันทีหากมีแนวโน้มปวดถี่ขึ้น รุนแรงมากขึ้น

-หากคุณแม่ไม่แน่ใจ หรือ มีอาการอื่น ๆ เช่น น้ำเดิน ทารกดิ้นน้อยลง แม้ไม่มีอาการท้องแข็งก็ควรไปพบแพทย์ทันทีเช่นกัน

อาการที่ควรระวังเพิ่มเติม

-มีเลือดออกช่องคลอด เป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งเป็นอาการที่ควรไปพบแพทย์ทันที 

-ทารกในครรภ์ไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยกว่าปกติ เป็นสัญญาณของภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ ควรไปพบแพทย์ทันที เช่นกัน

การตรวจภายในโดยแพทย์ช่วยวินิจฉัยอย่างไร

ในช่วงใกล้คลอดถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความพร้อมของร่างกายคุณแม่ในการคลอดบุตรได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยเฉพาะในกรณีที่คุณแม่เริ่มมีอาการเจ็บท้องคลอด น้ำเดิน หรือมีมูกเลือด การตรวจภายในจะช่วยวินิจฉัยได้ดังนี้

1.ช่วยประเมินการเปิดของปากมดลูก (Cervical Dilatation) แพทย์จะตรวจดูว่าปากมดลูกเปิดออกกี่เซนติเมตรแล้ว ซึ่งโดยทั่วไป การคลอดมักเริ่มต้น

เมื่อปากมดลูกเปิดประมาณ 3–4 เซนติเมตร และพร้อมคลอดเต็มที่เมื่อเปิดถึง 10 เซนติเมตร

2.ช่วยประเมินความบางของปากมดลูก (Effacement) โดยปากมดลูกจะบางลงเพื่อเตรียมเปิดให้ทารกเคลื่อนผ่านลงสู่ช่องคลอด โดยแพทย์จะประเมินเป็น เปอร์เซ็นต์ ถ้าบางถึงระดับ 100% หมายถึงความพร้อมในการคลอด

3.ช่วยประเมินตำแหน่งของศีรษะทารก (Fetal Station) แพทย์จะตรวจดูว่าศีรษะของทารกเคลื่อนลงมาอยู่ในระดับใดของกระดูกเชิงกราน ถ้าเคลื่อนลงมาในอุ้งเชิงกรานเรียบร้อยหมายถึงความพร้อมสำหรับการคลอด

4.ช่วยประเมินปัจจัยอื่นที่บ่งบอกถึงความพร้อมในการคลอด เช่น ความนุ่ม ความแข็ง หรือการเอียงของปากมดลูก เพื่อช่วยวิเคราะห์ความพร้อมของการคลอด

5.ช่วยแยกแยะว่าเป็นอาการเจ็บท้องคลอดจริงหรือเจ็บเตือน ซึ่งหากมีอาการเจ็บท้องแต่ปากมดลูกยังไม่เปิด หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แสดงว่าอาจยังเป็นเพียงเจ็บเตือน(Braxton Hicks)

คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่กังวลเรื่องการคลอด

-ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคลอดและอาการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม

-เข้าร่วมคลาสเตรียมคลอดหรือปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ

-เตรียมกระเป๋าและเอกสารที่จำเป็นล่วงหน้า

-หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

https://www.ministryofmama.com/post/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-vs-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3

https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-581

https://www.bpksamutprakan.com/care_blog/view/114

https://www.nakornthon.com/article/detail/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2

https://www.paolohospital.com/th-TH/chokchai4/Article/Details/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E2%80%A6%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87-

https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B9%8C-%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1/

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x