สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

อาหารเสริมธาตุเหล็ก แนวทางป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็ก

ธาตุเหล็กสามารถพบได้ในทั้งพืชและสัตว์ โดยธาตุเหล็กที่พบในเนื้อสัตว์ ตับ เลือด ไก่ และอาหารทะเล (ร่างกายดูดซึมได้ 20-30%) นั้นดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กที่อยู่ใน พืชผัก ธัญพืช ไข่แดง (ร่างกายดูดซึมได้ 3-5%)

แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่

  1. เนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ตับ เลือด เครื่องใน
  2. อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปลา
  3. ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม คะน้า ตำลึง ถั่วแขก
  4. อาหารอื่น ๆ เช่น ไข่แดง เต้าหู้ ธัญพืช งา ถั่วดำ นมเสริมธาตุเหล็ก

แนวทางป้องกันการขาดธาตุเหล็กในทารกและเด็กเล็ก

  • คุณแม่ควรกินอาหารและเสริมสารอาหารตามที่แพทย์แนะนำเพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็กในแม่ เพราะถ้าแม่ขาดธาตุเหล็ก น้ำนมจากแม่ก็จะมีปริมาณธาตุเหล็กน้อยลง ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณธาตุเหล็กที่ลูกควรได้รับจากนมแม่
  • แนะนำให้เด็กเล็กกินนมแม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธาตุเหล็กในนมแม่ดูดซึมได้ดี
  • เด็ก 6 เดือนขึ้นไป ควรเริ่มอาหารตามวัยอย่างเหมาะสม ครบ 5 หมู่ และควรได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
  • หลีกเลี่ยงการให้นมวัวที่ไม่มีการเสริมธาตุเหล็กในช่วงขวบปีแรก
  • กรณีไม่สามารถให้นมแม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโภชนาการที่เหมาะสมและมีการเสริมธาตุเหล็ก
  • สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงควรรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์

Tips: กินอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง:

  1. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, คู่มือแนวทางการควบคุมและป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
  2. ชาญชัย ไตรวารี. J Hematol Transfus Med 2019

ธาตุเหล็กคืออะไร? ทำไมร่างกายต้องการ

ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยสร้างไมโอโกลบินในกล้ามเนื้อ และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานและเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงถ้าร่างกายขาดธาตุเหล็ก การผลิตเม็ดเลือดแดงจะลดลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และในเด็กอาจกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

ประโยชน์ของการเสริมธาตุเหล็ก

1.ป้องกันภาวะโลหิตจาง ช่วยให้ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงที่เพียงพอ

2.เสริมสร้างพัฒนาการ ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมอง

3.เพิ่มพลังงานและความแข็งแรง ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและเพิ่มความทนทาน

4.เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น

กลุ่มเสี่ยงที่มักขาดธาตุเหล็ก

-ทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงวัย 6–24 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากเพื่อการเจริญเติบโต

-หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมบุตร เนื่องจากต้องใช้ธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการสร้างเลือดและพัฒนาการของทารก

-วัยรุ่นผู้หญิง เพราะมีการสูญเสียเลือดจากรอบเดือน ทำให้ความต้องการธาตุเหล็กสูงขึ้น

-ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรือวีแกน อาจได้รับธาตุเหล็กจากพืชไม่เพียงพอ เนื่องจากดูดซึมได้ยากกว่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์

-ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคทางเดินอาหารที่ส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก

อาการของภาวะขาดธาตุเหล็ก

-อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

-ผิวซีด หน้าซีด

-หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ

-หายใจลำบาก

-เวียนศีรษะหรือปวดหัว

-เล็บเปราะ ผมร่วง

-ในเด็ก พัฒนาการช้า สมาธิสั้น

อาหารธรรมชาติที่มีธาตุเหล็กสูง

แหล่งธาตุเหล็กจากสัตว์ (Heme Iron)

- เครื่องในสัตว์ ตับ เลือด 

-เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู 

- อาหารทะเล เช่น  เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ กุ้ง ปลาทูน่า 

แหล่งธาตุเหล็กจากพืช (Non-Heme Iron)

-ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม คะน้า

-ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว

-ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต

-เต้าหู้

-ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม

การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะเขือเทศ ร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช

วิธีเลือกอาหารเสริมธาตุเหล็กให้ปลอดภัย

1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรอง ตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) 

2.เพื่อความมั่นใจในคุณภาพดูรูปแบบของธาตุเหล็ก เช่น ferrous sulfate, ferrous gluconate หรือ ferrous fumarate ซึ่งเป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดี

3.อ่านฉลากให้ละเอียด ตรวจสอบปริมาณธาตุเหล็กต่อหน่วยบริโภค และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อสุขภาพ

4.ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณและรูปแบบเหมาะกับความต้องการของร่างกายแต่ละคน

ปริมาณของธาตุเหล็กที่แนะนำต่อวัน คือเท่าไหร่?

ความต้องการธาตุเหล็กขึ้นอยู่กับอายุและเพศของผู้รับประทานธาตุเหล็ก ดังนี้

-ทารก 7-12 เดือน ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 11 มิลลิกรัม

-เด็กอายุ 1-3 ปี: 9 มิลลิกรัม

-เด็กอายุ 4-8 ปี: 10 มิลลิกรัม

-เด็กผู้ชายอายุ 9-13 ปี: 8 มิลลิกรัม

-เด็กผู้ชายอายุ 14-18 ปี: 11 มิลลิกรัม

-เด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี: 8 มิลลิกรัม

-เด็กผู้หญิงอายุ 14-18 ปี: 15 มิลลิกรัม

-ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป: 8 มิลลิกรัม

-ผู้หญิงอายุ 19-50 ปี: 18 มิลลิกรัม

-ผู้หญิงอายุมากกว่า 51 ปี: 8 มิลลิกรัม

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์: 27 มิลลิกรัม

-คุณแม่ที่ให้ลูกน้อยทานนมแม่เพียงอย่างเดียว: 9-10 มิลลิกรัม

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการเสริมธาตุเหล็ก

-อาการท้องผูก

-คลื่นไส้ อาเจียน

-ปวดท้อง

-อุจจาระสีเข้ม

ในกรณีที่รับประทานเกินขนาดอาจเกิดภาวะพิษจากธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอันตรายและต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ทันที

คำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริม

-ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กโดยไม่จำเป็น ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ก่อน

-การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับธาตุเหล็กและภาวะโลหิตจาง

-หากเริ่มรับประทานอาหารเสริม ควรมีการติดตามผลและปรับปริมาณตามความเหมาะสม

-ระวังการรับประทานร่วมกับยาอื่น เช่น ยาลดกรด ซึ่งอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x