สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ ตับ เลือด ไก่ และอาหารทะเล ร่างกายสามารถดูดซึมได้ประมาณ 20–30% ซึ่งถือว่าดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กจากพืชผัก ธัญพืช และไข่แดง ที่ร่างกายดูดซึมได้เพียงประมาณ 3–5% เท่านั้น
ตัวอย่างอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงที่ควรใส่ไว้ในมื้ออาหารของเด็กมีดังนี้
เนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ตับ เลือด และเครื่องในชนิดต่าง ๆ
อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย และปลา
ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม คะน้า ตำลึง และถั่วแขก
อาหารอื่น ๆ เช่น ไข่แดง เต้าหู้ ธัญพืช งา ถั่วดำ และนมเสริมธาตุเหล็ก
การป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กในทารกและเด็กเล็กควรเริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึงวัยเด็ก โดยแนวทางสำคัญมีดังนี้
คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย และเสริมสารอาหารตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็กในตัวแม่เอง เพราะหากแม่ขาดธาตุเหล็ก น้ำนมแม่จะมีปริมาณธาตุเหล็กลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณธาตุเหล็กที่ลูกได้รับจากนมแม่
แนะนำให้เด็กเล็กกินนมแม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธาตุเหล็กในนมแม่อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดี
เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรเริ่มให้อาหารตามวัยอย่างเหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ และควรมีอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงร่วมอยู่ในมื้ออาหารเป็นประจำ
หลีกเลี่ยงการให้นมวัวที่ไม่มีการเสริมธาตุเหล็กในช่วงขวบปีแรกของเด็ก
ในกรณีที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกโภชนาการหรือสูตรนมที่เหมาะสมและมีการเสริมธาตุเหล็ก
สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก ควรรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
เคล็ดลับ การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม หรือผลไม้รสเปรี้ยว จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิงที่ใช้ในการเรียบเรียงบทความนี้ ได้แก่
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข คู่มือแนวทางการควบคุมและป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ชาญชัย ไตรวารี J Hematol Transfus Med 2019
ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การลำเลียงออกซิเจน การพัฒนาสมอง กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน หากขาดธาตุเหล็กอาจเกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย และการเจริญเติบโตล่าช้าในเด็ก เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก ควรให้ความสำคัญกับนมแม่ จัดอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากสัตว์ รับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี รู้เท่าทันกลุ่มเสี่ยง และเสริมธาตุเหล็กในขนาดเหมาะสมตามคำแนะนำด้านโภชนาการภายใต้การดูแลของแพทย์ นอกจากนี้ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรอง อ่านฉลากอย่างละเอียด รวมทั้งระวังผลข้างเคียงและปฏิกิริยาระหว่างยาจะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากธาตุเหล็กได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการได้รับเกินขนาดหรือภาวะพิษจากธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็ก (Iron) คือแร่ธาตุจำเป็นที่ช่วยสร้างฮีโมโกลบินและไมโอโกลบิน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน หากร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ การสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลงและอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย
ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยสร้างไมโอโกลบินในกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อกักเก็บและใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งธาตุเหล็กยังเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตพลังงานในเซลล์ และช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก การผลิตเม็ดเลือดแดงจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กมักรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง และในเด็กอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและพัฒนาการด้านสติปัญญา
การเสริมธาตุเหล็กอย่างเพียงพอมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายด้าน ทั้งระบบเลือด พัฒนาการ การใช้พลังงาน และระบบภูมิคุ้มกัน ดังนี้
ป้องกันภาวะโลหิตจาง ช่วยให้ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงเพียงพอ ลดความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
เสริมสร้างพัฒนาการ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย และสนับสนุนพัฒนาการทางสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพิ่มพลังงานและความแข็งแรง ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และเพิ่มความทนทานต่อการทำกิจกรรมในแต่ละวัน
เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น ลดโอกาสการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อต่าง ๆ
บางกลุ่มคนมีความต้องการธาตุเหล็กสูงกว่าปกติ หรือมีภาวะที่ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ กลุ่มหลัก ๆ มีดังนี้
ทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงวัย 6–24 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและต้องการธาตุเหล็กในปริมาณมาก
หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมบุตร เนื่องจากต้องใช้ธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการสร้างเม็ดเลือดแดงของมารดาและการเจริญเติบโตของทารก
วัยรุ่นผู้หญิง เนื่องจากมีการสูญเสียเลือดจากรอบเดือน ทำให้ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กสูงขึ้นกว่าช่วงวัยอื่น
ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งอาจได้รับธาตุเหล็กจากพืชไม่เพียงพอ อีกทั้งธาตุเหล็กจากพืชดูดซึมได้ยากกว่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์
ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคทางเดินอาหารที่ส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กน้อยกว่าที่ควร
ภาวะขาดธาตุเหล็กมักแสดงออกผ่านอาการหลายรูปแบบ ทั้งด้านร่างกายและพัฒนาการ โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้
รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
ผิวซีด หน้าซีดกว่าปกติ
หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะ
หายใจลำบาก หรือรู้สึกหอบง่ายขณะทำกิจกรรม
เวียนศีรษะ หรือปวดศีรษะบ่อย
เล็บเปราะแตกง่าย และผมร่วงมากกว่าปกติ
ในเด็กอาจมีพัฒนาการล่าช้า และมีสมาธิสั้น
การเลือกกินอาหารธรรมชาติที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันภาวะโลหิตจางได้ดี โดยแหล่งธาตุเหล็กหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
แหล่งธาตุเหล็กจากสัตว์ (Heme Iron)
ธาตุเหล็กจากสัตว์เป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ค่อนข้างดี อาหารกลุ่มนี้ได้แก่
เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ เลือด
เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
อาหารทะเล เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ กุ้ง ปลาทูน่า
แหล่งธาตุเหล็กจากพืช (Non-Heme Iron)
ธาตุเหล็กจากพืชแม้ดูดซึมได้น้อยกว่าจากสัตว์ แต่หากรับประทานให้หลากหลายก็ช่วยเสริมธาตุเหล็กได้เช่นกัน ตัวอย่างอาหารจากพืชที่ให้ธาตุเหล็ก ได้แก่
ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม คะน้า
ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว
ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
เต้าหู้
ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด อินทผลัม
การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะเขือเทศ ร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็ก โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืช จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเลือกอาหารเสริมธาตุเหล็กควรทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน โดยสามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ต่อไปนี้
เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรอง ตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ชัดเจนบนฉลาก เพื่อช่วยยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
พิจารณารูปแบบของธาตุเหล็ก เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ ควรดูชนิดของธาตุเหล็กในผลิตภัณฑ์ เช่น ferrous sulfate, ferrous gluconate หรือ ferrous fumarate ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดี
อ่านฉลากให้ละเอียด ตรวจสอบปริมาณธาตุเหล็กต่อหน่วยบริโภค และดูส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ว่ามีสิ่งใดที่อาจมีผลต่อสุขภาพหรือไม่
ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณและรูปแบบของธาตุเหล็กเหมาะสมกับสภาพร่างกายและความต้องการของแต่ละคน
ปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ และภาวะของร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร โดยทั่วไปแล้ว ควรได้รับธาตุเหล็กตามค่าที่แนะนำต่อวันสำหรับกลุ่มอายุต่าง ๆ ดังนี้
ตารางต่อไปนี้สรุปปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำต่อวันสำหรับแต่ละกลุ่มผู้บริโภค
| กลุ่มผู้บริโภค | ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำต่อวัน (มก.) |
| ทารกอายุ 7–12 เดือน | 11 |
| เด็กอายุ 1–3 ปี | 7 |
| เด็กอายุ 4–8 ปี | 10 |
| เด็กผู้ชายอายุ 9–13 ปี | 8 |
| เด็กผู้ชายอายุ 14–18 ปี | 11 |
| เด็กผู้หญิงอายุ 9–13 ปี | 8 |
| เด็กผู้หญิงอายุ 14–18 ปี | 15 |
| ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป | 8 |
| ผู้หญิงอายุ 19–50 ปี | 18 |
| ผู้หญิงอายุมากกว่า 51 ปี | 8 |
| คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ | 27 |
| คุณแม่ที่ให้ลูกน้อยทานนมแม่เพียงอย่างเดียว | 9–10 |
การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารได้ ดังนี้
อาการท้องผูก
คลื่นไส้ อาเจียน
ปวดท้อง
อุจจาระสีเข้ม
นอกจากนี้ หากรับประทานธาตุเหล็กเกินขนาด อาจเกิดภาวะพิษจากธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ทันที
การรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของแต่ละคน โดยมีข้อแนะนำสำคัญดังนี้
ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กโดยไม่จำเป็น ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง
ควรตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับธาตุเหล็กและภาวะโลหิตจางก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริม
หากเริ่มรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กแล้ว ควรมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และปรับปริมาณตามความเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์
ควรระมัดระวังการรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กร่วมกับยาอื่น เช่น ยาลดกรด ซึ่งอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้
ธาตุเหล็กไม่ใช่เพียงแค่สารอาหารรอง แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของเลือดที่แข็งแรง พลังงานที่เพียงพอ และการพัฒนารอบด้านของเด็กเล็ก การเลือกอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ เครื่องใน และอาหารทะเล ควบคู่กับแหล่งธาตุเหล็กจากพืชและอาหารที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายของลูกดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้นตั้งแต่ในมื้ออาหารแต่ละวัน พร้อมกันนี้ การให้ลูกกินนมแม่ต่อเนื่อง เริ่มอาหารตามวัยในเวลาที่เหมาะสม รู้เท่าทันกลุ่มเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก และปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้อาหารเสริมหรือยาธาตุเหล็กจากแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดทั้งความเสี่ยงของการขาดธาตุเหล็กและผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ สุดท้าย การใส่ใจเรื่องโภชนาการและการเสริมธาตุเหล็กอย่างปลอดภัยในวันนี้ คือการลงทุนระยะยาวเพื่อสติปัญญา สุขภาพ และอนาคตของลูกที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ตอนนี้
ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุจำเป็นในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงและไมโอโกลบินในกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนและช่วยผลิตพลังงาน นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับเอนไซม์หลายชนิดและระบบภูมิคุ้มกัน การขาดธาตุเหล็กทำให้เม็ดเลือดแดงลดลง เกิดโลหิตจาง เหนื่อยง่าย และกระทบพัฒนาการเด็ก
กลุ่มเสี่ยงหลักคือทารกและเด็กเล็กช่วง 6–24 เดือน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร วัยรุ่นผู้หญิง ผู้ที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน และผู้ที่มีโรคทางเดินอาหารที่รบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก กลุ่มเหล่านี้ต้องการธาตุเหล็กสูงขึ้นหรือดูดซึมได้น้อยกว่าปกติ จึงต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด
อาหารเสริมธาตุเหล็กคือผลิตภัณฑ์ที่ให้ธาตุเหล็กในรูปแบบเม็ดยา แคปซูล หรือน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ (ดูดซึมได้ราว 20–30%) ดูดซึมดีกว่าจากพืช (ประมาณ 3–5%) จึงมักใช้เสริมในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่กินอาหารไม่เพียงพอ
การเสริมธาตุเหล็กช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ ลดภาวะโลหิตจาง ทำให้เลือกลำเลียงออกซิเจนดีขึ้น จึงลดอาการเหนื่อยล้าและเพิ่มความทนทาน ในเด็กยังช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต พัฒนาการทางสมอง และเสริมภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้เชื้อโรค
อาการที่พบบ่อยคืออ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีด หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่อิ่ม เวียนศีรษะ ปวดหัว เล็บเปราะ ผมร่วง ในเด็กอาจเห็นพัฒนาการช้า สมาธิสั้น ไม่ค่อยร่าเริง หากสงสัยควรพาไปพบแพทย์ตรวจเลือดยืนยันและประเมินการรักษา
การป้องกันเริ่มจากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอระหว่างตั้งครรภ์และให้นม ให้ลูกกินนมแม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 6 เดือนแรก จากนั้นเริ่มอาหารตามวัยที่ครบ 5 หมู่และมีแหล่งธาตุเหล็กสูง หลีกเลี่ยงนมวัวที่ไม่มีการเสริมธาตุเหล็กในปีแรก และปรึกษาแพทย์หากจำเป็นต้องใช้อาหารเสริม
แหล่งธาตุเหล็กจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไก่ ตับ เลือด หอย กุ้ง ปลา ส่วนแหล่งธาตุเหล็กจากพืช ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี เต้าหู้ และผลไม้แห้ง การกินร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะเขือเทศ หรือน้ำมะนาว จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
เริ่มจากเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. ชัดเจน ตรวจดูชนิดของธาตุเหล็ก เช่น ferrous sulfate, ferrous fumarate หรือ ferrous gluconate อ่านฉลากปริมาณต่อหน่วยบริโภคและส่วนผสมอื่นให้ละเอียด แล้วปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อกำหนดขนาดกินที่เหมาะกับอายุ ภาวะสุขภาพ และน้ำหนักตัว
ความต้องการธาตุเหล็กเปลี่ยนไปตามอายุ เพศ และภาวะตั้งครรภ์ ทารก 7–12 เดือนต้องการประมาณ 11 มก./วัน เด็กเล็ก 1–8 ปีประมาณ7 –10 มก. วัยรุ่นเพิ่มตามเพศ ส่วนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลข้างเคียงที่พบได้คือท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอุจจาระสีเข้ม ซึ่งมักไม่รุนแรงแต่ควรเฝ้าระวัง หากรับประทานเกินขนาดอาจเกิดภาวะพิษจากธาตุเหล็ก ทำให้ปวดท้องรุนแรง อาเจียน เลือดออก หรือช็อก ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะขาดธาตุเหล็กและโภชนาการที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้
CVM no. M26-269
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.