สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เขียนโดยDumex
19 มี .ค. 2026
บทความให้คำแนะนำเรื่องลักษณะ สี ความถี่ และปริมาณของการขับถ่ายในเด็กเล็กวัย 1–2 ปี พร้อมอธิบายปัจจัยด้านอาหารและการดื่มน้ำ ที่มีผลต่ออุจจาระ รวมถึงแนวทางดูแลภาวะท้องผูกและท้องเสียเบื้องต้น และสัญญาณที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
อธิบายลักษณะ สี และความถี่ของการขับถ่ายที่ถือว่าปกติในเด็กวัย 1–2 ปี
เน้นความสำคัญของการรับประทานอาหารที่เหมาะสม มีผักผลไม้ กากใย และการดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานดี
กล่าวถึงปัญหาท้องผูกและท้องเสีย พร้อมแนวทางดูแลเบื้องต้นและการปรับพฤติกรรมการกิน
แนะนำสัญญาณอันตราย เช่น ถ่ายมีเลือด เด็กซึม ปวดท้องรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ซึ่งควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์
ในช่วงวัย 1–2 ปี ระบบขับถ่ายของลูกน้อยยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักมีคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับลักษณะ สี หรือความถี่ของการอึของลูกอยู่เสมอ ส่วนนี้จะรวบรวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับอึของเด็กวัยนี้ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนเข้าสู่รายละเอียดในแต่ละข้อสงสัย
เด็กวัยประมาณ 1 ปี ขึ้นไป มักมีอุจจาระเป็นก้อนใหญ่ และจำนวนมากขึ้นได้ตามปกติ เพราะเริ่มทานอาหารหลากหลายคล้ายผู้ใหญ่ หากลูกถ่ายได้สบาย อุจจาระไม่แข็ง สีไม่ผิดปกติ และไม่มีอาการลำบากเวลาเบ่ง ก็ ถือว่าเป็นภาวะปกติ ยังไม่ต้องกังวล
เมื่อเด็กอายุเกิน 1 ปี รูปแบบการทานอาหารจะใกล้เคียงผู้ใหญ่มากขึ้น มีทั้งข้าว ผัก เนื้อสัตว์ และอาหารเนื้อสัมผัสหยาบกว่าเดิม ทำให้ลักษณะอุจจาระจับตัวเป็นก้อน และปริมาณต่อครั้งอาจมากกว่าสมัยที่ยังทานอาหารบด หรือเละ ๆ ซึ่งมักถ่ายออกง่ายกว่า
หากลูกของคุณยังขับถ่ายได้เป็นปกติ ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก ไม่ร้องไห้เจ็บ ไม่มีเลือดปน อุจจาระไม่แข็ง และสีไม่ผิดปกติ เช่น ไม่มีสีเทา ดำ หรือแดง ก็ถือว่าอุจจาระของลูกยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถสังเกตต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลมาก
สีอึของลูกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามชนิดของอาหารที่กิน และปริมาณของน้ำดี ( bile ) ที่ออกมาช่วยย่อยอาหาร โดยทั่วไปหากสีอยู่ในโทนเขียว เหลือง น้ำตาล มักถือว่าเป็นภาวะปกติของเด็กวัยนี้
น้ำดี ( bile ) เป็นของเหลวสีเขียวที่สร้างจากตับ และเก็บอยู่ในถุงน้ำดี มีหน้าที่สำคัญคือช่วยย่อย และดูดซึมไขมันในอาหาร เมื่อน้ำดีไหลผ่านระบบทางเดินอาหาร จะถูกเอนไซม์ต่าง ๆ ทำปฏิกิริยา ทำให้สีค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลระหว่างทาง
ดังนั้น อึของเด็กที่มีการทำงานของลำไส้ปกติ มักมีสีตั้งแต่เขียว เหลือง ไปจนถึงน้ำตาลได้ ทั้งนี้สีอึในแต่ละวันยังเปลี่ยนไปตามอาหารที่ลูกกินในมื้อนั้น ๆ ด้วย
ในวันที่ลูกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก หรืออาหารที่มีเหล็กมาก สีอึอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม หรือสีน้ำตาลได้ ซึ่งยังอยู่ในช่วงสีที่พบได้ตามปกติในเด็กเล็ก
หากเด็กถ่ายอุจจาระมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และลักษณะอุจจาระเป็นก้อนนิ่ม ถ่ายออกได้โดยไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เด็กวัย 1–3 ปี ต้องการของเหลววันละประมาณ 1.3 ลิตร หากลูกดื่มแค่นมวันละประมาณ 24 ออนซ์ (720 ml.) แต่แทบไม่ดื่มน้ำ จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำไม่พอ ส่งผลให้อึแข็ง แห้ง และท้องผูกได้ แม้จะกินผักผลไม้ดีแล้วก็ตาม เพราะใยอาหารจะช่วยให้อึนุ่มได้ก็ต่อเมื่อมีน้ำเพียงพอ
คุณพ่อคุณแม่จึงควรช่วยกระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำบ่อย ๆ หลังมื้ออาหาร และระหว่างวัน รวมถึงเพิ่มเมนูอาหารที่มีน้ำ เช่น แกงจืด หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาท้องผูกค่ะ
Q: ลูกไม่ชอบกินข้าว กินแต่ขนมเค้ก ชีส และนมวันละ 40 ออนซ์ ท้องผูกมาก ควรทำอย่างไร
A:สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการที่ลูกได้รับใยอาหารน้อยเกินไป ทำให้กากอุจจาระมีปริมาณน้อยและแข็ง จึงถ่ายยากและท้องผูก ควรปรับเรื่องอาหารให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก
ใยอาหารมีส่วนช่วยเพิ่มกากอาหารและอุ้มน้ำในลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นและขับถ่ายได้สะดวกขึ้น เด็กวัย 1 ปีขึ้นไปควรกินข้าวเป็นอาหารหลัก วันละ 3 มื้อ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ และดื่มนมเป็นตัวเสริม วันละ 2–3 แก้ว หรือประมาณ 24 ออนซ์ต่อวัน
นอกจากนี้ ควรเน้นอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย เช่น มะละกอ แก้วมังกร และกล้วย เพื่อช่วยลดปัญหาท้องผูกของลูก
Q: น้องอายุ 1 ขวบ 2 เดือน ถ่ายยากมากค่ะ ประมาณ 3–4 วัน ถึงจะถ่ายครั้ง เป็นมาตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 6 เดือน บางครั้งถ้าห่างหลายวันต้องสวนให้ถ่าย ไม่อย่างนั้นน้องไม่ยอมเบ่ง เวลาเบ่งจะร้องไห้ค่ะ ช่วงแรกของอุจจาระแข็งมาก แต่ช่วงปลายจะนิ่ม แบบนี้เกี่ยวกับระบบขับถ่ายผิดปกติหรือเปล่าคะ
A: จากข้อมูลที่คุณแม่ให้มา น้องมีภาวะท้องผูกมานาน ทำให้ทุกครั้งที่ถ่ายจะรู้สึกเจ็บ น้องจึงเริ่มกลัวและพยายามกลั้นอุจจาระไว้ เมื่อกลั้นบ่อย ๆ จะยิ่งทำให้อึแข็งขึ้น และทำให้ท้องผูกเรื้อรังมากขึ้นตามมา
เบื้องต้น แนะนำให้ปรับอาหาร โดยเพิ่มผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง และอาจให้น้ำลูกพรุนผสมน้ำเปล่าในสัดส่วนเท่า ๆ กัน (อัตรา 1:1)
เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่ายขึ้น ไม่แนะนำให้สวนอุจจาระบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้น้องเจ็บและกลัวการถ่ายมากขึ้น อีกทั้งอาจทำให้น้องเคยชินว่าต้องสวนก่อนถึงจะถ่ายได้ หากปรับอาหารแล้วน้องยังถ่ายยาก ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม และวางแผนการดูแลร่วมกับการฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาสม่ำเสมอทุกวันค่ะ
โดยทั่วไป ท้องเสียในเด็กหมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมากตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปต่อวัน หรือมีมูกเลือดปนในอุจจาระอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ลักษณะอุจจาระจะเป็นน้ำ เป็นมูก หรือเหลวเละผิดปกติ แม้จะเกิดเพียงครั้งเดียวก็สามารถถือว่าเป็นภาวะท้องเสียได้
ในกรณีที่อุจจาระมีลักษณะผิดปกติ เช่น เป็นน้ำ หรือเป็นมูก หรือเหลวเละ ๆ มีกลิ่นแรง เหม็นคาว และมีความถี่ตรงตามเกณฑ์จำนวนครั้งที่กล่าวมา สามารถจัดว่าเป็นอาการท้องเสียได้ หากมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ อาเจียน หรืออุจจาระเป็นมูกเลือด แนะนำให้รีบพาลูกไปปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
หากลูกมีอาการท้องเสียไม่มาก ยังสามารถกินอาหารและดื่มนมตามปกติได้ ไม่จำเป็นต้องเจือจางนม เพราะการเจือจางอาจทำให้ลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และฟื้นตัวช้าลง
ในกรณีที่ท้องเสียค่อนข้างมาก ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก และให้กินครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะถ้ามีอาการอาเจียนร่วมด้วย จะช่วยให้ลูกย่อยได้ดีขึ้นและลดอาการไม่สบายท้อง
ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้
อาการท้องเสียไม่ดีขึ้น
ถ่ายอุจจาระเป็นมูก หรือมีมูกปนเลือด
มีไข้สูง หรือมีอาการชัก
มีอาการหอบ หายใจลึก หรือหายใจผิดปกติ
ไม่ยอมดื่มนม หรือไม่ยอมกินอาหาร
ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน
มีอาการอื่น ๆ ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจหรือกังวล
อาการมีมูกในอุจจาระ คือ การมีน้ำเมือกหรือน้ำใส ๆ ลักษณะเหนียวเล็กน้อย คล้ายไข่ขาวดิบ เคลือบหรือปนออกมากับอุจจาระ ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นภาวะปกติ เพราะเป็นน้ำเมือกจากทวารหนักที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้อุจจาระลื่นและขับถ่ายออกได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมูกที่ออกมากับอุจจาระมีลักษณะเป็นเมือกสีขาวหรือเหลืองขุ่นหุ้มอุจจาระทั้งหมด มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีเลือดปนร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ และควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
การสังเกตอึของลูกน้อยวัย 1–2 ปี เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยบอกสุขภาพระบบขับถ่ายและโภชนาการของลูกได้ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลกับทุกการเปลี่ยนแปลง แต่ควรดูเรื่องความถี่ สี ลักษณะอึ และอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย หากพบความผิดปกติที่ชัดเจน หรือมีอาการน่าเป็นห่วง ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
ประเด็นสำคัญ
สังเกตสีอึ เนื้ออึ ความถี่ และอาการขณะถ่ายเป็นประจำ
ยอมรับว่าลักษณะอึในแต่ละวันอาจเปลี่ยนแปลงได้จากอาหารที่รับประทาน
ช่วยให้ลูกดื่มน้ำเพียงพอและกินผักผลไม้หลากหลายเพื่อลดปัญหาท้องผูก
หากลูกถ่ายลำบาก เจ็บ ท้องอืด หรือมีเลือดปน ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ใช้การสังเกตอึเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้น แต่อย่าละเลยการตรวจโดยแพทย์เมื่อกังวล
เพราะเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปเริ่มกินอาหารหลากหลายและมีเนื้อสัมผัสคล้ายผู้ใหญ่มากขึ้น ลำไส้จึงทำงานเปลี่ยนไป ทำให้อึจับตัวเป็นก้อนได้มากกว่าเดิม หากลูกถ่ายได้ปกติ อึไม่แข็ง สีไม่ผิดปกติ และไม่เจ็บหรือลำบากตอนถ่าย ถือว่าเป็นเรื่องปกติของวัยนี้ค่ะ
ท้องผูกนานทำให้เด็กไม่อยากเบ่งเพราะเจ็บ ให้เพิ่มอาหารกากใยสูง เสริมน้ำลูกพรุนเจือจาง ไม่ควรสวนบ่อย หากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
สีอึเปลี่ยนตามอาหารที่กินและปริมาณน้ำดีในอึ น้ำดีจากถุงน้ำดีจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นน้ำตาลตามระบบทางเดินอาหาร อึปกติจะมีสีเขียว เหลือง น้ำตาล
ท้องเสียคือการอึเหลว 3 ครั้งขึ้นไป หรืออึเป็นน้ำมาก 1 ครั้ง หรือมีมูกเลือดปน อึเป็นน้ำหรือมูกผิดปกติ มีกลิ่นแรง
เด็กไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวัน หากถ่ายมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อึเป็นก้อนนิ่ม ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก ถือว่าปกติ
เด็กวัย 1–3 ปี ควรได้รับของเหลววันละประมาณ 1.3 ลิตร หากดื่มน้ำไม่พอ แม้จะกินผักผลไม้ที่มีใยอาหารแล้ว แต่อึจะยังแข็งและแห้งได้ เพราะใยอาหารต้องอาศัยน้ำช่วยให้อุจจาระนุ่ม แนะนำให้เพิ่มการดื่มน้ำ และเลือกอาหารที่มีน้ำมากขึ้น เช่น แกงจืด ข้าวต้ม หรือซุป เพื่อช่วยลดอาการท้องผูก
การได้รับอาหารที่มีกากใยน้อยทำให้ท้องผูก ใยอาหารช่วยเพิ่มกากอาหารและอุ้มน้ำทำให้อึนิ่มขึ้น ควรทานข้าวเป็นหลัก 3 มื้อ ครบ 5 หมู่
ท้องเสียไม่มากให้กินอาหารและนมตามปกติ ไม่เจือจางนม ท้องเสียรุนแรงให้อาหารย่อยง่าย กินครั้งละน้อยแต่บ่อย หากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
มูกใสเหนียวเล็กน้อยคล้ายไข่ขาวดิบเป็นเรื่องปกติ เกิดจากน้ำเมือกจากทวารหนักช่วยให้อึลื่น แต่ถ้าเป็นมูกขาวเหลืองขุ่น มีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดปนอาจติดเชื้อ
https://www.pthaigastro.org/Document/foodsforconstipation12.pdf
https://www.bangkokhospital.com/th/huahin/content/diarrhea-in-children_dr-danai-bhn
CVM no. M26-263
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.