สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
"อาการหายใจครืดคราดให้สังเกตุอาการอื่นร่วมด้วย หากไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอจาม ไม่มีไข้ เสียงหายใจดังกล่าวเป็นภาวะปกติที่พบได้ช่วงแรกเกิด และจะหายได้เองเมื่ออายุ 2-3 เดือนค่ะ"
"ขอเรียนตอบคำถามคุณแม่ที่กังวลใจในแต่ละข้อดังนี้นะคะ สำหรับข้อแรกคือ อาการบิดตัว คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะทางการแพทย์เรียกการบิดตัวว่าเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อของทารกค่ะ ยิ่งบิดมากยิ่งโตเร็วค่ะ เมื่อโตขึ้นการบิดตัวจะลดลงแต่จะเป็นการกระท่มแขนขาขึ้นลงหรือไขว่คว้าข้าวของตามพัฒนาการค่ะ สำหรับข้อที่ 2 เรื่องอาการหายใจครืดคราดให้สังเกตุอาการอื่นร่วมด้วย หากไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอจาม ไม่มีไข้ เสียงหายใจดังกล่าวถือว่าพบได้ช่วงแรกเกิด เพราะสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหายใจยังไม่แข็งแรงจึงเกิดเสียงดังกล่าวได้ค่ะ ส่วนในข้อสุดท้าย ตาแฉะ มีน้ำตาไหลตลอด จะเรียกว่าภาวะท่อน้ำตาอุดตัน ซึ่งพบได้ในทารก แพทย์จะแนะนำให้นวดกระตุ้นที่หัวตาทั้งสองข้างด้านสันจมูกเพื่อเปิดท่อน้ำตา ขยันนวดบ่อยๆ จะดีขึ้ันตามลำดับ ยกเว้นหากตาแดง อักเสบ ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ ส่วนขี้ตาที่ออกมาก หมั่นเช็ดด้วยสำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วได้บ่อยๆ หมั่นล้างมือน้องบ่อยๆ เพื่อป้องกันการเอาเชื้อโรคหรือฝุ่นละอองไปสู่ดวงตาของเค้าเองด้วยค่ะ "
เสียงหายใจครืดคราดในเด็กมักได้ยินช่วงกลางคืน เป็นลักษณะเสียงที่เกิดจากการที่ทางเดินหายใจของลูกมีสิ่งอุดตันบางอย่าง เช่น มีน้ำมูกหรือน้ำลาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก เพราะโพรงจมูกยังเล็กและแคบ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดเสียงได้ง่าย
สาเหตุที่พบบ่อย
มักเกิดในเด็กแรกเกิดมีโพรงจมูกแคบมาก จึงหายใจเสียงดังได้แม้ไม่มีน้ำมูก หรือการเปลี่ยนท่านอน ทำให้น้ำลายหรือน้ำมูกเกิดการตกค้าง การคัดจมูกจากการอาการภูมิแพ้หรือช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีสิ่งแปลกปลอมในจมูกหรือมีขี้มูกในจมูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่มักพบได้บ่อย
แม้การหายใจครืดคราดจะเป็นอาการทั่วไป แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องสังเกตโดยเฉพาะอาการเหล่านี้
-หายใจแรงหรือเร็วผิดปกติ มากกว่า 60 ครั้งต่อนาทีในเด็กแรกเกิด
- หน้าอกบุ๋มหรือจมเวลาหายใจ
- ปากเขียว เล็บม่วง
- หายใจมีเสียงหวีด หรือหอบเหนื่อย ใช้กล้ามเนื้อท้องช่วยหายใจ
หากพบอาการเหล่านี้ จากการสังเกตแล้วควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
หากลูกไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น มีไข้ หรือหอบเหนื่อย สามารถดูแลที่บ้านได้ดังนี้
-ใช้น้ำเกลือในการช่วยล้างจมูกและลดขี้มูกที่อุดตัน
- ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกเพื่อช่วยระบายเมือกที่อุดตันอยู่ในโพรงจมูก
- เปิดเครื่องทำความชื้นในห้องนอนเพื่อป้องกันอากาศแห้งเกินไป
- รักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ.
-จัดท่านอน ให้น้องนอนตะแคง หรือศรีษะสูงโดยการใช้ผ้านุ่มๆรองใต้เบาะบริเวณศรีษะค่ะ ไม่รองใต้ศรีษะโดยตรงค่ะ เพราะอาจทำให้หมอหรือผ้าอุดกั้นทางเดินหายใจได้ค่ะ
-ทุบหอมแดงพันผ้า วางไว้รอบๆห้องค่ะ เนื่องจากกลิ่นของหอมแดงจะทำให้น้องหายใจได้สะดวกขึ้นค่ะ
หายใจครืดคราดแบบไหนอันตราย?
เสียงหายใจที่มาพร้อมกับหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ปากเขียว ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรรีบพบแพทย์
วิธีทำให้ลูกหายใจโล่ง?
ลองหยดน้ำเกลือและดูดน้ำมูกเป็นวิธีที่ช่วยได้มาก พร้อมปรับท่านอนให้หัวสูงขึ้นหรือนอนตะแคง
ทำไมลูกถึงหายใจครืดคราดแต่ไม่มีน้ำมูก?
อาจเกิดจากโพรงจมูกที่แคบตามธรรมชาติของทารก หรือมีน้ำลายตกค้างในลำคอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีน้ำมูกก็มีมีเสียงได้
M25-113
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.