สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ท้อง 5 เดือน บางครั้งรู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่ท้องน้อยด้านซ้าย.....
อาการปวดหน่วงๆ มดลูกคืออะไร? สังเกตได้อย่างไร
สาเหตุทั่วไปของอาการปวดหน่วงมดลูกในผู้หญิง
ปวดหน่วงๆ มดลูกก่อนประจำเดือน: อาการปกติหรือสัญญาณอันตราย
ปวดมดลูกช่วงมีประจำเดือน: ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือไม่?
ปวดหน่วงๆ มดลูกในช่วงตั้งครรภ์ ควรกังวลแค่ไหน
ความแตกต่างระหว่างปวดหน่วงมดลูกกับปวดท้องทั่วไป
ปวดมดลูกหลังคลอด สัญญาณฟื้นตัวหรือภาวะแทรกซ้อน
วิธีบรรเทาอาการปวดหน่วงๆ มดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ
“อาการปวดหน่วงๆมดลูก” คือความรู้สึกปวดลักษณะหน่วงแน่นบริเวณมดลูกหรือท้องน้อย ไม่ใช่อาการเจ็บจี๊ด อาการเหมือนมีแรงดึงหรือกดเบา ๆ โดยมักเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด มักไม่พบอาการผิดปกติอื่น เช่น ไข้หรือเลือดออกมาก แต่ถ้ารู้สึกปวดหน่วงถี่และรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์ทันที
1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
ภาวะนี้เกิดเมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกไปเติบโตนอกมดลูก เช่น บริเวณรังไข่หรืออุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดการอักเสบและปวดหน่วง โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน หรือบางรายอาจปวดต่อเนื่องตลอดเดือน
2. Adenomyosis (เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก)
เนื้อเยื่อเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในผนังมดลูก ทำให้มดลูกหนาตัวขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหน่วงลึกในอุ้งเชิงกราน และมักมีประจำเดือนมากผิดปกติ
3. ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cysts) หรือการบิดของรังไข่
ถุงน้ำที่เกิดในรังไข่ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้าถุงน้ำแตกหรือรังไข่บิดตัว จะทำให้เกิดอาการปวดหน่วงหรือปวดเฉียบพลันบริเวณท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ทันที
4. ภาวะโพรงมดลูกอักเสบ (Endometritis)
พบได้บ่อยหลังคลอด หรือหลังทำหัตถการในโพรงมดลูก เช่น ขูดมดลูก ภาวะนี้ทำให้มีไข้ร่วมกับอาการปวดหน่วงท้องน้อย และต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนมักมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณมดลูก หรือปวดแบบจี๊ด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ สาเหตุเกิดจากการหดตัวของมดลูกเพื่อขับเลือดและเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา ทำให้รู้สึกไม่สบายท้องน้อย แต่หากอาการปวดรุนแรงจนทำให้ทำกิจวัตรไม่ได้ หรือมีอาการร่วม คลื่นไส้ อาเจียนมีเลือดออกมากผิดปกติ ปวดต่อเนื่องนาน ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะผิดปกติ เช่นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเนื้องอกมดลูก
อาการปวดหน่วงๆมดลูก ที่ยาวนานและรุนแรงระหว่างมีประจำเดือน อาจเป็นอาการของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่ง WHO ระบุว่ามีอาการปวดบริเวณเชิงกรานอย่างรุนแรงเป็นช่วง ๆ ของรอบเดือน การรักษามักใช้ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนหรือการผ่าตัดเป็นครั้งคราว
อาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยในช่วงตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตาม
ธรรมชาติของร่างกาย แต่ควรรู้ว่าเมื่อไหร่เป็นเรื่องปกติ และเมื่อไหร่ต้องระวัง
-ไตรมาสแรก (ประมาณ 4–5 สัปดาห์) : อาจมีอาการปวดหน่วงเล็กน้อยเมื่อถุงตั้งครรภ์ฝังตัวในมดลูก ซึ่งบางครั้งมีเลือดออกเล็กน้อย (เรียกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก) ถือว่าเป็นเรื่องปกติมดลูกเริ่มปรับตัว ทำให้รู้สึกตึงหรือหน่วงบริเวณท้องน้อย
-ไตรมาสสอง : มดลูกขยายตัวมากขึ้น ทำให้เส้นเอ็นที่รองรับมดลูกยืดออก เกิดอาการปวดหน่วงหรือเจ็บจี๊ดบริเวณท้องน้อย เรียกว่า ปวดจากเส้นเอ็นรอบมดลูก อาจมีอาการปวดหลังหรือเอวร่วมด้วย เนื่องจากน้ำหนักตัวและมดลูกเพิ่มขึ้น
หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที
-ปวดหน่วงร่วมกับเลือดออกทางช่องคลอด
-ปวดมากผิดปกติ หรือปวดต่อเนื่องนาน
-มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือคลื่นไส้รุนแรง
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือภาวะอื่นที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์
อาการปวดหน่วงๆมดลูก มักเกิดบริเวณท้องน้อย ลักษณะเป็นปวดตื้อ ๆ หน่วง ๆ คล้ายถูกกดหรือดึงจากภายใน มักสัมพันธ์กับรอบเดือน ช่วงไข่ตก ตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด และพบเฉพาะในเพศหญิงในขณะที่ ปวดท้องทั่วไป อาจเกิดจากระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องเสีย กรดไหลย้อน หรืออาหารเป็นพิษ มีอาการปวดบิด เสียด จุก แน่น และเกิดได้ในทุกเพศทุกวัยหากมีอาการปวดหน่วงบ่อยครั้ง ควรสังเกตเวลาที่เกิดอาการและอาการร่วมอื่น ๆ เพื่อแยกแยะสาเหตุ และควรพบแพทย์หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น
-นอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอ ประมาณ 8–10 ชั่วโมง และงีบระหว่างวันช่วยให้อาการดีขึ้น
-จิบน้ำอุ่น เช่น น้ำขิง เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อมดลูก
-ประคบร้อน ที่ท้องน้อย หรือใช้ถุงน้ำร้อนเพื่อช่วยลดอาการปวด
-ยาสามัญ เช่น พาราเซตามอล สำหรับผู้ตั้งครรภ์ถือว่าปลอดภัย
-ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น โยคะหรือเดินอย่างช้า ๆ ช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังและมดลูก
-ตรวจภายในตามนัด :
โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเยื่อบุแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก เพื่อค้นหาความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ :
เพราะน้ำหนักตัวมาก (BMI สูง) เชื่อมโยงกับอาการปวดบริเวณหลังและเชิงกราน
- กินอาหารครบหมู่ :
เน้นผัก ผลไม้ ลดอาหารไขมันสูง และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดการอักเสบและรักษาสมดุลฮอร์โมน
- รับวัคซีน HPV :
เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหน่วง ๆ ได้ในระยะยาว
- เลี่ยงการยกของหนัก :
เพื่อลดแรงกดต่อมดลูก โดยเฉพาะหลังคลอดและระหว่างตั้งครรภ์
อ้างอิงจาก
https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/255760/9789241565493-eng.pdf
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/endometriosis
https://applications.emro.who.int/imemrf/415/Rawal-Med-J-2020-45-3-682-685-eng.pdf
https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/sign-for-pregnancy/
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.