สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

เด็กท้องเสีย มาทราบสาเหตุที่พ่อแม่ควรรู้ นอกเหนือจากเรื่องอาหาร

เขียนโดยDumex

19 มี .ค. 2026

สรุป

บทความให้ภาพรวมเรื่องอาการท้องเสียในเด็ก ตั้งแต่วิธีวินิจฉัยเบื้องต้น สาเหตุสำคัญจากการติดเชื้อ และแนวทางดูแลเพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ พร้อมระบุอาการเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองวางแผนดูแลและป้องกันอย่างเป็นระบบทั้งที่บ้านและในสถานศึกษา

ประเด็นสำคัญ

  • อธิบายเกณฑ์วินิจฉัยอาการถ่ายเหลวในเด็ก และความแตกต่างระหว่างภาวะปกติกับภาวะรุนแรง

  • ชี้แจงสาเหตุท้องเสียจากการติดเชื้อ และปัจจัยเสี่ยงด้านโภชนาการและภูมิคุ้มกันในเด็กเล็ก

  • แนะนำการดูแลด้วยสารละลายทดแทนของเหลว และการสังเกตอาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที

  • กล่าวถึงแนวทางป้องกันระยะยาวผ่านสุขอนามัย โภชนาการเหมาะสม และความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน

     

เนื้อหา

     

    วินิจฉัยอาการท้องเสียอย่างไร

    ในเด็ก อุจจาระร่วงหรือท้องเสีย หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นมูก และหากถ่ายเป็นมูกปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ก็ถือว่าเป็นอาการท้องเสียที่รุนแรงขึ้น

    โดยทั่วไป อาการท้องเสียในเด็กจะสังเกตได้จากลักษณะการถ่ายที่ผิดปกติจากเดิม คือ ถ่ายเหลวเป็นน้ำบ่อยครั้งมากขึ้น วันละ 3 ครั้งขึ้นไป หรือมีมูกปนออกมากับอุจจาระ หากพบว่ามีมูกปนเลือดแม้เพียงวันละครั้ง ก็ควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะบ่งบอกถึงความรุนแรงของการติดเชื้อในลำไส้ได้

    เด็กมักมีโอกาสเป็นโรคท้องเสียบ่อยกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า ส่งผลให้เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ก็เกิดอาการอุจจาระร่วงได้บ่อยและรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

     

    สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกท้องเสีย

    อาการท้องเสียในทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยเชื้อเหล่านี้มักปนเปื้อนมากับอาหารที่ไม่สุกดี บูด หรือไม่สะอาดเพียงพอ นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น เด็กที่ไม่ได้รับประทานนมแม่ มีภาวะแพ้สารอาหารบางชนิด หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่เดิม จึงติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ

    เชื้อที่พบบ่อยสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มไวรัสและแบคทีเรีย ดังนี้

    • เชื้อไวรัสที่พบบ่อย เช่น โนโรไวรัส โรต้าไวรัส และอะดีโนไวรัส

    • เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย เช่น อีโคไล ชิเกลลา และซาลโมเนลลา

    ในเด็กเล็ก การติดเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดลำไส้อักเสบ ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร ลำไส้อาจขาดน้ำย่อยบางชนิด ทำให้ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ชั่วคราว เด็กเล็กที่ท้องเสียและดื่มนมผสมบางราย จึงอาจจำเป็นต้องปรับเป็นนมสูตรที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตสในช่วงที่มีอาการท้องเสีย

    ท้องเสียจากอาหารไม่สะอาดเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย

    อาหารไม่สะอาดเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการท้องเสีย ท้องร่วง และอาเจียน มักเกิดจากสารพิษที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้นในอาหาร อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง ถ่ายไม่บ่อยมาก ไม่มีไข้ ไม่มีอาการซึมอ่อนเพลีย และเด็กยังคงเล่นได้ตามปกติ  

    อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าอาการของลูกเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ไม่เล่น ซึมลง มีไข้สูง ถ่ายเหลวเป็นน้ำบ่อยครั้งหรือมีมูกเลือด ปวดท้องบีบเกร็ง หรืออาเจียนมาก ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

    ท้องเสียที่เกิดจากการเปลี่ยนของวัยเด็กหัดเดิน

    ในเด็กเล็ก อาการท้องเสียที่พบบ่อยที่สุดมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีชื่อเรียกได้หลายแบบ เช่น ทางเดินอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัสหวัดลงกระเพาะอาหาร หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เด็กยืดตัว ซึ่งใช้เรียกอาการท้องเสียที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาการเปลี่ยนวัยของเด็ก

    คำว่า เด็กยืดตัว เป็นคำบัญญัติตามภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย เพื่อให้มองภาวะนี้ว่าเป็นภาวะปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่เด็กกำลังจะเริ่มยืนหรือเริ่มเดิน เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงอาจมีอาการถ่ายเหลวบ้าง แต่โดยทั่วไปมักหายได้เองภายในประมาณ 5–7 วัน เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไวรัสเหล่านี้ออกไปได้

    การสังเกตว่าอาการท้องเสียของลูกน่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนวัย สามารถพอประเมินได้จากลักษณะอาการต่อไปนี้

    • แม้จะท้องเสีย แต่เด็กยังคงดูสดใส เล่นได้ตามปกติ

    • ไม่มีอาการซึมลงอย่างชัดเจน

    • อาการถ่ายเหลวค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้ยังไม่กลับมาเป็นปกติทันที

    เมื่อเข้าใจลักษณะเหล่านี้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าอาการท้องเสียของลูกมาจากการเปลี่ยนวัย หรือเป็นสัญญาณที่ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจรุนแรงกว่า

     

    ทำอย่างไรเมื่อลูกท้องเสีย

    เมื่อเด็กท้องเสีย สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องระวัง คือ ภาวะขาดน้ำ ควรรีบให้ดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอส และพาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

    ผลเสียข้อแรกที่พ่อแม่ควรรู้คือ เมื่อเด็กท้องเสียมาก ๆ ร่างกายจะสูญเสียน้ำ และเกลือแร่จนเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย ดังนั้น ในระยะแรกจึงควรมุ่งแก้ภาวะนี้ก่อน โดยให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอสในชนิด และปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำในแต่ละราย

    เมื่อพาเด็กไปพบแพทย์ แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาร่วมด้วยตามความจำเป็น เช่น ยาต้านจุลชีพ ยาแก้ท้องเสีย หรือยาลดอาการปวดท้อง ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับสาเหตุ และอาการของเด็ก

    เมื่ออาการขาดน้ำดีขึ้นแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มให้นมหรืออาหารเหลวที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก หรือน้ำซุป เพื่อให้เด็กได้รับพลังงาน และสารอาหารเพียงพอ หากเด็กมีอาการคลื่นไส้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก และกระตุ้นอาการให้แย่ลง

    ในกรณีที่เด็กท้องเสียมาก หรือมีอาการน่าเป็นห่วง ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยสาเหตุอย่างถูกต้อง และสามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างปลอดภัย

     

    อาการแบบไหนที่เข้าข่าย “ท้องเสียรุนแรง” ในเด็ก

    โดยทั่วไป อาการท้องเสียในเด็กมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่บางกรณีอาจรุนแรงจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ หรือภาวะช็อก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ถ้าลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ ถือว่าเข้าข่าย “ท้องเสียรุนแรง” ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

    • ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน และอาจมีไข้ร่วมด้วย

    • อ่อนแรงมาก ซึม ไม่ตอบสนอง หรือไม่รู้สึกตัว 

    • ตาแห้ง เบ้าตาลึก ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เมื่อหยิบแล้วใช้เวลานานกว่า 2 วินาทีกว่าจะคืนรูป 

    • ปัสสาวะน้อยมาก หรือเด็กไม่ถ่ายปัสสาวะใน 6-8 ชั่วโมง

    • มีเลือดปนในอุจจาระ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด

    • อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งคล้ายหัวกุ้งเน่า

       

    เกลือแร่สำหรับเด็กท้องเสีย ควรเลือกแบบใด

    ในการดูแลเด็กที่ท้องเสีย ควรเลือกใช้สารน้ำเกลือแร่ ( ORS ) สูตรที่ตรงตามมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยท้องเสีย โดยเฉพาะสูตรลดโซเดียม–น้ำตาลต่ำตามแนวทาง WHO / UNICEF และเสริมด้วยซิงค์อย่างต่อเนื่อง

    โดยทั่วไป แนะนำให้ใช้ ORS สูตรลดโซเดียม–น้ำตาลต่ำ ( low osmolarity ORS ) ตามแนวทางของ WHO / UNICEF ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ คือ โซเดียม ( Na⁺ ) 75 mEq / L และ กลูโคส 75 mmol / L สูตรนี้ช่วยรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ลดปริมาณอุจจาระลงประมาณ 20% และลดอาการอาเจียนได้ราว 30% โดยบนฉลากควรระบุชัดเจนว่าเป็น สำหรับผู้ป่วยท้องเสียเท่านั้น

    ในกรณีที่ไม่สามารถหาซื้อ ORS แบบซองหรือสำเร็จรูปได้ สามารถผสมสารละลายเกลือแร่ใช้เองตามสูตรมาตรฐานของ WHO ได้ ดังนี้

    • ใช้ เกลือป่นไม่เกิน 1 ช้อนชา 

    • ผสมกับ น้ำตาลทราย 6 ช้อนชา 

    • ละลายใน น้ำสะอาด 1 ลิตร

    การผสมควรใช้ ช้อนตวงมาตรฐาน และใช้เฉพาะ น้ำสะอาด เพื่อความแม่นยำของความเข้มข้นและความปลอดภัยของเด็ก

    นอกจากการให้ ORS อย่างเหมาะสมแล้ว ควร เสริมซิงค์ ร่วมด้วยในขนาดประมาณ 10–20 มก. ต่อวัน รับประทานต่อเนื่อง 10–14 วัน การเสริมซิงค์มีส่วนช่วยลดระยะเวลาที่เด็กท้องเสียได้ราว 25% และช่วยลดปริมาณอุจจาระลงได้ประมาณ 30%

     

    เด็กท้องเสีย ควรดื่มน้ำอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

    เมื่อเด็กท้องเสีย การป้องกันภาวะขาดน้ำทำได้โดยการให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) อย่างถูกวิธีและเพียงพอ ควรเริ่มให้ ORS ทันทีที่เด็กเริ่มถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ และปรับปริมาณตามช่วงอายุ หากมีอาเจียนให้เว้นระยะสั้น ๆ แล้วเริ่มให้ใหม่ทีละน้อย เด็กอายุเกิน 1 ปี อาจดื่มน้ำข้าวต้มใส่เกลือเล็กน้อยหรือซุปใสจืดร่วมได้ แต่ ORS ที่ผลิตตามสูตรเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนทารกควรให้นมแม่ควบคู่กับ ORS เสมอ

    1. เริ่มให้ ORS ทันทีที่เด็กเริ่มถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ

    2. ปรับปริมาณ ORS ตามช่วงอายุของเด็ก

    • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี: ดื่มทีละประมาณ ¼–½ ถ้วย หลังถ่ายเหลวแต่ละครั้ง สามารถป้อนทีละน้อย จิบบ่อย ๆ เพื่อให้ดื่มได้หมดตามปริมาณที่เหมาะสม

    • เด็กโต: ดื่มประมาณ ½–1 ถ้วย หลังถ่ายเหลวแต่ละครั้ง อาจกระตุ้นให้เด็กจิบบ่อย ๆ เพื่อให้ได้รับปริมาณ ORS ครบถ้วน

      3. หากเด็กอาเจียน ให้เว้นระยะแล้วค่อยลองให้ ORS ใหม่

      4. การใช้น้ำข้าวต้มและซุปใสจืดร่วมกับ ORS

      5. การให้นมแม่ในเด็กวัยทารก

       

    เคล็ดลับป้องกันลูกท้องเสียซ้ำ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

    ที่บ้าน

    การดูแลด้านสุขอนามัยที่บ้านเป็นด่านแรกในการป้องกันไม่ให้ลูกท้องเสียซ้ำ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

    • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงก่อนเตรียมอาหารหรือสัมผัสอาหาร

    • รักษาความสะอาดของอาหาร ภาชนะใส่อาหาร ขวดน้ำ และบริเวณครัวอย่างสม่ำเสมอ

    • ดื่มน้ำที่ผ่านการกรองและต้มให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อ และปรุงอาหารให้สุกโดยทั่วถึง เช่น การต้ม นึ่ง หรือทอด

    • ส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก และให้ควบคู่กับอาหารเสริมตามวัยอย่างเหมาะสม

    • ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนโรตาไวรัส ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการท้องเสีย

    ที่โรงเรียน/ศูนย์เด็ก

    ในโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก การจัดการด้านสุขาภิบาลและการเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของเด็กมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคท้องเสียและการระบาดในกลุ่มเด็ก แนวทางดูแลมีดังนี้:

    • ตรวจสอบคุณภาพน้ำและระบบสุขาภิบาลในบริเวณที่ล้างมือ ห้องน้ำ รวมถึงพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

    • ฝึกและส่งเสริมให้เด็กล้างมือให้ถูกต้องตามหลัก "ล้างมือ 7 ขั้นตอน" ก่อนและหลังใช้ห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร

    • มีการตรวจเชิงรุกและเตรียมความพร้อมรับมือกับอาการท้องเสีย เพื่อให้ครูและผู้ดูแลสามารถช่วยดูแลเด็กได้ทันท่วงทีเมื่อมีอาการถ่ายเหลวบ่อย

    • แจ้งผู้ปกครองทันทีเมื่อพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ถ่ายเหลวหลายครั้ง หรือมีเลือดปนในอุจจาระ เพื่อช่วยประเมินว่าควรพาเด็กไปพบแพทย์

       

    สรุป

    อาการท้องเสียในเด็กแม้พบได้บ่อย แต่หากพ่อแม่รู้เท่าทันสาเหตุ สังเกตอาการได้ถูกต้อง และดูแลเบื้องต้นอย่างเหมาะสม ก็ช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้มาก อย่าละเลยสัญญาณขาดน้ำหรือถ่ายเป็นมูกปนเลือด และรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อผิดปกติ การดูแลเรื่องอาหาร ความสะอาด และการให้เกลือแร่ที่ถูกต้อง คือเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้ลูกฟื้นตัวไวและแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

    ประเด็นสำคัญ

    • สังเกตความถี่ ลักษณะอุจจาระ และอาการร่วมเพื่อการวินิจฉัยว่าท้องเสียหรือไม่

    • รักษาความสะอาดมือ ภาชนะ อาหาร และนม ลดโอกาสติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

    • ให้เกลือแร่ชนิดสำหรับเด็กตามคำแนะนำ ไม่ผสมน้ำหวาน หรือน้ำอัดลม

    • เฝ้าระวังอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลง

    • พาไปพบแพทย์ทันที เมื่อถ่ายเป็นมูกปนเลือด ซึมลง ไข้สูง หรือท้องเสียนานหลายวัน

       

    คำถามที่พบบ่อย

    เด็กถ่ายแค่ไหนถึงจะเรียกว่าท้องเสีย

    เด็กท้องเสีย คือ การถ่ายเหลวเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นมูก หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน เด็กเล็กมักเป็นบ่อยกว่าผู้ใหญ่เพราะภูมิคุ้มกันยังต่ำ

    อะไรเป็นสาเหตุทำให้เด็กท้องเสีย

    สาเหตุหลัก คือ เชื้อไวรัสและแบคทีเรียจากอาหารไม่สุก บูด หรือไม่สะอาด รวมถึงเด็กที่ไม่ได้ทานนมแม่ แพ้อาหาร หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อที่พบบ่อยได้แก่ โนโรไวรัส โรต้าไวรัส อีโคไล และซาลโมเนลลา

    เด็กท้องเสียควรดูแลอย่างไร

    เบื้องต้นต้องป้องกันสการขาดน้ำด้วยการให้ทานน้ำเกลือแร่ ORS จากนั้นให้นมหรืออาหารเหลวอย่างโจ๊ก น้ำซุป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากหากคลื่นไส้ หากท้องเสียมากหรือนาน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการดูแล

    อาการท้องเสียแบบไหนในเด็กที่อันตรายต้องรีบพบแพทย์

    ต้องรีบพบแพทย์เมื่อเด็กถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวันร่วมกับไข้ อ่อนแรงมาก ซึม ตาแห้ง เบ้าตาลึก ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ไม่ถ่ายปัสสาวะใน 6-8 ชั่วโมง มีเลือดในอุจจาระ หรืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาว

    ควรเลือกเกลือแร่ชนิดไหนให้เด็กท้องเสีย

    ควรใช้ ORS สูตรลดโซเดียม-น้ำตาลต่ำตามแนวทาง WHO/UNICEF ที่มี Na⁺ 75 mEq/L และ Glucose 75 mmol/L ช่วยลดอุจจาระ 20% และอาเจียน 30% หรือผสมเองด้วยเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา น้ำตาล 6 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ลิตร

    เด็กท้องเสียควรดื่มน้ำอย่างไรไม่ให้ขาดน้ำ

    ให้ ORS ทันทีที่เริ่มถ่ายเหลว เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีดื่มทีละ ¼-½ ถ้วยหลังถ่ายแต่ละครั้ง เด็กโตดื่ม ½-1 ถ้วย หากอาเจียนให้งด 5-10 นาที แล้วดื่มช้า ๆ ใหม่ เด็กทารกให้นมแม่ควบคู่กับ ORS

    ป้องกันเด็กท้องเสียซ้ำได้อย่างไร

    ล้างมือด้วยสบู่ก่อน-หลังเข้าห้องน้ำและเตรียมอาหาร รักษาความสะอาดอาหารและภาชนะ ดื่มน้ำต้มสุก ปรุงอาหารให้สุก สะอาด ส่งเสริมนมแม่ ฉีดวัคซีนโรต้า และฝึกล้างมือ 7 ขั้นตอนที่โรงเรียน

    แหล่งอ้างอิง

    สำหรับผู้ปกครองและครูที่ต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรคท้องเสียและการป้องกันเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จากเอกสารและบทความต่อไปนี้:

    CVM Checklist M26-295

    Careline Footer

    Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

    ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

    x