สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
อาการไอเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอม เสมหะ หรือเชื้อโรคออกจากทางเดินหายใจ แม้จะเป็นอาการที่พบบ่อย แต่ก็สร้างความรำคาญและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนจึงมองหาวิธีบรรเทาอาการไอที่ทำได้เองที่บ้านอย่างปลอดภัย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักสาเหตุของอาการไอ และแนวทางดูแลทั้งจากธรรมชาติและการแพทย์
ตรวจสอบบทความโดย: ศุภลักษณ์ อารีมิตร
การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น 1
การเข้าใจสาเหตุของอาการไอ จะช่วยให้เราเลือก วิธีบรรเทาอาการไอ ได้เหมาะสมและได้ผลดียิ่งขึ้น อาการไอแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้:
1. ไอเฉียบพลัน (น้อยกว่า 3 สัปดาห์)
มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หวัด คออักเสบ หรือไซนัสอักเสบ
2. ไอกึ่งเฉียบพลัน (3–8 สัปดาห์)
เป็นอาการไอที่ยังไม่หายสนิทหลังการติดเชื้อ
3. ไอเรื้อรัง (มากกว่า 8 สัปดาห์)
อาจเกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือกรดไหลย้อน เป็นต้น
หนึ่งใน วิธีบรรเทาอาการไอ ที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย คือการดื่มน้ำอุ่นและน้ำสมุนไพร เพราะช่วยให้คอชุ่มชื้น ละลายเสมหะ และลดการระคายเคืองได้ดี
• น้ำอุ่น : การจิบน้ำอุ่นระหว่างวันช่วยให้เสมหะอ่อนตัว ละลายง่าย และถูกขับออกได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดความระคายเคืองในลำคอ
• น้ำสมุนไพร : สามารถเลือกดื่มชาอุ่นหรือชาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบหรือขับเสมหะ เช่น ขิง ตะไคร้ หรือใบมะขามป้อม
นอกจากนี้ น้ำผึ้งหรือสมุนไพรบางชนิด เมื่อดื่มร่วมกับน้ำอุ่น อาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอได้ โดยเหมาะสำหรับอาการไอที่ไม่รุนแรง แต่หากอาการไอยังคงมากขึ้นหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรหาวิธีดูแลเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
การกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (น้ำเกลืออุ่น) เป็น วิธีบรรเทาอาการไอ ที่นิยมและมีประสิทธิภาพในแง่การลดการระคายเคือง โดยทำได้ง่าย ดังนี้
-ผสมน้ำอุ่นกับเกลือ (เช่น ½ ช้อนชาเกลือละลายในน้ำอุ่นประมาณ 240 มล.)
-กลั้วคอประมาณ 10–15 วินาที แล้วบ้วนน้ำออก
-ทำวันละ 2–3 ครั้ง
ประโยชน์
1.ลดการอักเสบในลำคอ
2.ช่วยชะล้างแบคทีเรียหรือไวรัสที่อาจอยู่บนผนังคอ
3.ลดการระคายเคือง และลดอาการเจ็บคอร่วมกับไอ
การใช้ไอน้ำ (Inhalation) และการอาบน้ำอุ่นเป็น วิธีบรรเทาอาการไอ ที่ช่วยเปิดทางเดินหายใจและลดความระคายเคือง
-การสูดดมไอน้ำร้อน ให้ผู้ป่วยหายใจเอาไอน้ำร้อนเข้าไป (อาจใช้หม้อน้ำร้อนหรือเครื่องพ่นไอน้ำ) ช่วยให้เยื่อเมือกคอและโพรงจมูกชุ่มชื้น และช่วยให้เสมหะอ่อนตัว
-อาบน้ำอุ่น เมื่ออาบน้ำอุ่น ร่างกายจะได้รับความชื้น รอบข้างก็มีไอน้ำ ทำให้ทางเดินหายใจชื้นขึ้น ลดการระคายเคือง
การเปิดทางเดินหายใจด้วยไอน้ำช่วยให้ วิธีบรรเทาอาการไอ ได้ดี โดยเฉพาะในกรณีไอแห้งหรือไอที่เกิดจากอากาศแห้ง
น้ำผึ้ง (Honey) และมะนาว (Lemon) เป็นอีกหนึ่งวิธีธรรมชาติที่นิยมใช้เพื่อบรรเทาอาการไอ น้ำผึ้ง ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอได้ดีกว่าการไม่รักษาเลย และยังช่วยบรรเทาอาการของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันได้อีกด้วย มีการศึกษาพบว่า การให้น้ำผึ้งผสมมะนาวแก่เด็กสามารถช่วยลดอาการไอได้ดีกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
วิธีใช้
1.ผสมน้ำผึ้ง 1–2 ช้อนชากับน้ำอุ่นเล็กน้อย
2.เติมน้ำมะนาวสดลงไปเล็กน้อย
3.ดื่มก่อนนอนหรือเมื่อมีอาการไอตามต้องการ
ข้อควรระวัง
เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึม (Botulism)
ในวัฒนธรรมไทย มีสมุนไพรหลายชนิดที่นิยมใช้เป็น วิธีบรรเทาอาการไอ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้
-ขิง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และช่วยลดการระคายเคืองคอ
-มะขามป้อม อุดมไปด้วยวิตามินซี มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยลดอาการไอ
-กระชาย มีสารต้านจุลชีพและลดการอักเสบ
-ตะไคร้ / ใบเตย / สมุนไพรอื่นๆ นิยมใช้ต้มเป็นน้ำสมุนไพร ดื่มเพื่อบรรเทาอาการไอ
เมื่อใช้สมุนไพรไทยร่วมกับวิธีอื่น เช่น การดื่มน้ำอุ่น การกลั้วคอ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการไอ
สิ่งแวดล้อมรอบตัวมีผลต่ออาการไอ ถ้าปรับให้เหมาะสมก็สามารถช่วย วิธีบรรเทาอาการไอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ใช้ เครื่องเพิ่มความชื้น หรือวางถ้วยน้ำในห้องนอน เพื่อเพิ่มความชื้น
-หลีกเลี่ยงอากาศแห้งจัด
-หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันจากการทำอาหาร กลิ่นฉุน หรือสารเคมีในอากาศ
-รักษาอุณหภูมิในห้องให้อบอุ่นพอประมาณ ไม่ให้เย็นจัด
การมีอากาศในห้องที่ชื้นพอเหมาะช่วยลดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้ วิธีบรรเทาอาการไอ มีโอกาสได้ผลดีขึ้น
การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นส่วนสำคัญของ วิธีบรรเทาอาการไอ
อาหารที่ควรรับประทาน
1. น้ำซุปอุ่น : เช่น ซุปไก่, น้ำซุปกระดูกหมู, ซุปผักใสช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ละลายเสมหะ และลดการระคายคอ
2. ผลไม้ผิวเปลือกบาง วิตามินซีสูง : เช่น ส้ม, ส้มเขียวหวาน, ฝรั่ง, กีวีเสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยให้คอชุ่มชื้น
3. ผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง : เช่น บรอกโคลี, แครอท, ผักโขมช่วยลดการอักเสบและเสริมสุขภาพทางเดินหายใจ
4. อาหารย่อยง่าย ไม่เผ็ด : เช่น โจ๊ก, ไข่ตุ๋น, ข้าวต้มปลาลดภาระระบบย่อยอาหาร ไม่กระตุ้นการไอ
5. เครื่องดื่มอุ่น : เช่น น้ำสมุนไพรขิง, ชาตะไคร้, น้ำผึ้งมะนาวอุ่นช่วยให้คอโล่ง ลดเสมหะ
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
1. อาหารเผ็ดจัด หรือรสจัดมาก : เช่น ต้มยำที่รสจัด, แกงเผ็ดมากกระตุ้นให้ไอหนักขึ้น
2. อาหารมันจัด / ของทอด : เช่น ไก่ทอด, หมูกรอบ, เฟรนช์ฟรายเพิ่มเสมหะและทำให้คอระคายเคือง
3. เครื่องดื่มเย็นจัดหรือมีน้ำแข็ง : เช่น เมนูน้ำเย็นต่างๆ , น้ำอัดลมใส่น้ำแข็งอาจทำให้ไอมากขึ้นในบางคน
4. น้ำอัดลม / น้ำหวานเข้มข้น : เช่น น้ำอัดลมหวาน ๆ, ชานมไข่มุกน้ำตาลสูง ทำให้เสมหะเหนียวขึ้น
5. อาหารที่ก่อภูมิแพ้ในคนที่แพ้ง่าย : เช่น อาหารทะเล, นมวัว, ถั่วบางชนิดอาจกระตุ้นให้ไอหรือคัดจมูกเพิ่มขึ้น
การหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการระคายเคืองช่วยให้ วิธีบรรเทาอาการไอ ทำงานได้ดีขึ้น
เด็กและผู้สูงอายุอาจมีความอ่อนไหวสูง และต้องใช้วิธีที่ปลอดภัยเป็นพิเศษในการ วิธีบรรเทาอาการไอ
-เด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
-สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี สามารถให้ น้ำผึ้ง ได้ แต่ห้ามใช้หากอายุน้อยกว่า 1 ขวบ
-ใช้วิธีธรรมชาติ เช่น ดื่มน้ำอุ่น กลั้วคอ ถ้าเด็กโตพอ สูดไอน้ำ
-พักผ่อนให้เพียงพอ
-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นในห้อง เช่น ฝุ่นควัน
-ผู้สูงอายุควรระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอด โรคหัวใจ ใช้วิธีธรรมชาติควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะ
ในบางกรณี อาจจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อช่วย วิธีบรรเทาอาการไอ ที่รบกวนการดำเนินชีวิต
1.ยาลดการไอ (Cough suppressants) ใช้ในกรณีไอแห้งที่ไม่พบเสมหะ
2.ยาขับเสมหะ (Expectorants) ใช้ในกรณีมีเสมหะ เพื่อช่วยให้เสมหะหลุดออกง่าย
3.ยาปฏิชีวนะหรือยาเฉพาะทาง เฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษา
ควรใช้ยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยไม่มีคำปรึกษา
แม้หลายกรณีอาการไอสามารถบรรเทาได้เอง แต่มีสัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์ทันที
-อาการไอนานเกิน 2–3 สัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
-ไอมีเลือดปน หรือเสมหะสีเขียวเข้ม
-ร่วมกับอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก เหนื่อย
-มีไข้สูง หนาวสั่น อาการรุนแรง
-ไอร่วมกับน้ำหนักลดแบบไม่มีเหตุ
-มีอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น อาเจียน กลืนลำบาก บวมคอ
หากพบสัญญาณเหล่านี้ อย่ารอช้า ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน
การดูแลอาการไอให้หายหรือบรรเทาได้ดีนั้น ต้องอาศัยหลายแนวทางร่วมกัน รู้สาเหตุของอาการก่อนเลือก วิธีบรรเทาอาการไอ โดยอาจจะใช้วิธีธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ สูดไอน้ำ หรือใช้สมุนไพรไทยหรือน้ำผึ้งมะนาวร่วมได้ โดยคำนึงถึงข้อจำกัด เช่น อายุเด็ก พยายามปรับสภาพอากาศในห้องให้ชื้นอบอุ่น และเลือกอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น แต่หากในกรณีจำเป็น ใช้ยาตามคำแนะนำแพทย์ หรือมีสัญญาณอันตราย ให้รีบพบแพทย์
อ้างอิงจาก
https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=327
https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/content/diagnosis-of-chronic-cough
https://www.vimut.com/article/sore-throat-diagnosis-treatment
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC2862067/
https://princlamphun.com/articles/10-tips-for-dealing-with-respiratory-diseases
https://bwell.co.th/blog/knowledge/5-humidity-hacks-to-beat-the-damp/
https://www.vinmec.com/eng/blog/people-with-cough-limit-what-to-eat-en
https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/chronic-cough-in-children
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.