สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ตรวจสอบบทความโดย: ปรียาภรณ์ อัมหธร
วิทยาศาตรบัณฑิต สาธารณสุขศาสตร์ สาขาโภชนวิทยา
ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จิตวิทยาสาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
การอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังก่อนนอนนั้นสำคัญมากต่อพัฒนาการของเด็ก ช่วยเสริมสร้างทักษะทางด้านสติปัญญา ภาษา และอารมณ์ รวมถึงสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งพ่อแม่สามารถอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังได้ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 10 ขวบ โดยการอ่านนิทานก่อนนอนเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมยามค่ำคืน แต่เป็นการลงทุนในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของลูกน้อย และเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันลืมเลือนของทั้งครอบครัว
การอ่านนิทานให้เด็กฟังก่อนนอนนั้นมีประโยชน์ ต่อพัฒนาการทางสมอง และพัฒนาการทางอารมณ์
5 ข้อนี้จึงเป็นเหตุผลที่พ่อแม่ควรอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอ
1. เสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาและทักษะการสื่อสาร นิทานจะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง ทำความเข้าใจภาษาไปในตัว กระตุ้นการพูด และเพิ่มคลังคำศัพท์ไปในตัว
2. กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาสมองให้เด็กคิดตามเรื่องราวที่กำลังฟัง เผชิญกับโลกใบใหม่ตามตัวละคร ทำให้จินตนาการของเด็กถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่
3. พัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหา ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะคาดเดาและเชื่อมโยงข้อมูล รวมถึงรู้จักตั้งคำถาม และมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่
4. สร้างสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว หากทำให้การอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังเป็นกิจวัตรที่สม่ำเสมอ จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเป็นที่รัก
5. ช่วยให้เด็กมีสมาธิ การฟังนิทานเด็ก ๆ ต้องตั้งใจฟังเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราว ถือเป็นการฝึกสมาธิให้เด็กอยู่นิ่งไปในตัว
กระบวนการพัฒนาทักษะการฟังและภาษาในเด็กผ่านการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สุด เพราะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการฟังและภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งในขณะที่เล่านิทานคุณพ่อคุณแม่อาจลองถามลูกเป็นระยะ ๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดตามและตั้งใจฟัง อีกทั้งเป็นการฝึกการสื่อสารและเพิ่มคลังคำศัพท์ใหม่ให้เด็กได้ลองใช้ไปในตัว หรือใช้น้ำเสียงที่หลากหลายเพื่อให้เด็กเข้าใจว่าน้ำเสียงสามารถสื่ออารมณ์และความหมายได้ การอ่านนิทานที่มีรูปแบบประโยคที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ประโยคสั้น ๆ ตรงไปตรงมา จะทำให้เด็กซึมซับโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เลือกนิทานให้เหมาะกับช่วงวัยของลูกก็สำคัญ เพราะเด็กในแต่ละวัยมีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป ทำให้การรับรู้ และการเรียนรู้ของเด็กแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกนิทานที่เหมาะสมกับช่วงวัยลูกเพื่อให้ไม่เป็นการยัดเยียดทักษะที่มากเกินวัย
- วัย 0-1 ปี ช่วงวัยนี้การฟังเสียงของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก และเริ่มใช้สายตาในการมองเห็น สนใจสิ่งรอบตัว ควรเลือกหนังสือที่เน้นย้ำถึงความรัก ความถูกพัน เรื่องราวที่เข้าใจง่าย และตัวละครพบได้รอบตัว เช่น สัตว์ ผัก ผลไม้ เน้นนิทานที่มีสีสันสวยงาม
- วัย 2-3 ปี เด็กวัยนี้เริ่มพูดรู้เรื่องเป็นประโยคสั้น ๆ หรือเริ่มนำคำที่มีความหมายมาต่อกันได้ นิทานก่อนนอนที่เลือกอ่านควรเป็นหนังสือภาพ ที่เกี่ยวชีวิตประจำวัน สัตว์ หรือตัวละครที่เด็กชื่นชอบ และหากต้องการส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ด้านภาษาและเสียงที่ดี สามารถเสริมสร้างได้เลยในวัยนี้
- วัย 4-5 ปี เด็กวัยเข้าใจรูปประโยคยาวได้มากขึ้น สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ดี สามารถเล่าเรื่องและตอบคำถามได้ นิทานที่เลือกควรเป็นเรื่องที่ยาวขึ้นแต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการแต่แฝงความจริง มีภาพประกอบสวยงาม พร้อมตัวอักษรบรรยายที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อฝึกให้เด็กอ่านไปด้วยกัน
เทคนิคการเล่านิทานให้สนุกและน่าติดตามเพื่อดึงความสนใจให้ลูกฟังพ่อแม่อ่านนิทานก่อนนอนตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมีสมาธิและเข้าใจ ที่แนะนำให้พ่อแม่นำไปใช้มีดังนี้
1. ใช้ภาษากายและใบหน้า สื่อสารด้วยท่าทาง ทำสีหน้าให้เข้ากับอารมณ์ของตัวละคร เช่น ยิ้มกว้างเมื่อดีใจ ขมวดคิ้วเมื่อสงสัย ทำตาโตเมื่อประหลาดใจ ใช้มือประกอบท่าทาง เช่น ทำมือเป็นตัวกระต่ายกระโดด ทำมือเป็นหมาป่าวิ่ง วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรับรู้เรื่องราวได้เร็วขึ้น
2. ก่อนจะเล่า คุณพ่อคุณแม่ควรได้อ่านนิทานเล่มนั้นอย่างน้อย 1-2 รอบ เพื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง ตัวละคร และลำดับเหตุการณ์
3. ใช้เสียงให้มีชีวิตชีวา เปลี่ยนเสียงตามตัวละคร ใช้น้ำเสียงแสดงอารมณ์ เน้นเสียงหรือยืดเสียงคำที่สำคัญเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างอารมณ์ร่วม รวมถึงสร้างเสียงประกอบง่าย ๆ
4. ดึงเด็กเข้ามาในเรื่องราว โดยถามคำถามปลายเปิด ชวนทายเหตุการณ์ล่วงหน้า หากมีเหตุการณ์ในนิทานที่คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของเด็ก ลองเชื่อมโยงไปถึงสถานการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้ลูกได้ใช้ความคิด และวิเคราะห์เหตุการณ์เหล่านั้น
5. สร้างบรรยากาศที่เหมาะสม อาจจะเป็นบนเตียง บนโซฟา หรือมุมโปรดของเด็ก จัดฉากให้พร้อมเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ
มีนิทานหลายเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เข้าใจง่าย ให้ข้อคิดสอนใจ และสามารถปรับการเล่าให้เข้ากับแต่ละช่วงวัยได้ เช่น
-ลูกหมู สามตัวที่ สอนเรื่องความไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ความขยัน อดทน และความมีน้ำใจ
- กระต่ายกับเต่า สอนเรื่องความประมาทนำมาสู่ความปราชัย
- หมากับเงา สอนเรื่องโลภมากลาภหาย
- หมีกับนักเดินทาง สอนเรื่องเพื่อนแท้ที่ไม่เอาตัวรอดเพียงลำพัง
M25-168
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.