สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

วิธีฝึกลูกพูด สร้างโลกแห่งการสื่อสารที่สดใสให้กับลูกน้อย

train-your-child-to-speak

ช่วงเวลาที่ลูกน้อยเริ่มเปล่งเสียงเป็นคำ ออกมาเป็นวลี และค่อย ๆ สื่อสารเป็นประโยคที่ซับซ้อนขึ้น คือความภาคภูมิใจของพ่อแม่ทุกคน การฝึกลูกพูดจึงไม่ใช่แค่การสอนคำศัพท์ แต่คือการเปิดประตูสู่โลกกว้างของการสื่อสาร สร้างรากฐานสำคัญให้กับการเรียนรู้ การเข้าสังคม และพัฒนาการทางความคิดของลูกในระยะยาวหากไม่อยากให้ลูกพูดช้า มาร่วมค้นพบวิธีฝึกลูกพูด ตั้งแต่พื้นฐานพัฒนาการ ไปจนถึงเทคนิคที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกน้อยของคุณเติบโตเป็นผู้สื่อสารที่มั่นใจและมีความสุข”

พัฒนาการด้านภาษาเริ่มต้นเมื่อไหร่ ฝึกลูกพูดช่วงไหนดี ?

พัฒนาการด้านภาษาของเด็กเริ่มต้นตั้งแต่ในครรภ์ เมื่อทารกได้ยินเสียงหัวใจเต้น เสียงเลือดไหลผ่าน และเสียงพูดของแม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เด็กแรกเกิดสามารถตอบสนองต่อเสียงได้ทันทีและเรียนรู้ภาษาอย่างต่อเนื่องตามวัย

ช่วงวัยที่สำคัญของพัฒนาการทางภาษา ได้แก่:

แรกเกิด – 3 เดือน: ส่งเสียงอ้อแอ้ หันหาเสียง และจ้องหน้าผู้พูด

4 – 6 เดือน: เปล่งเสียง “ปา-ปา”, “มา-มา” เลียนแบบเสียง หัวเราะ และตอบสนองต่อชื่อ

7 – 12 เดือน: เข้าใจคำง่าย ๆ เช่น “บ๊ายบาย” พูดคำแรกที่มีความหมาย เช่น “แม่” “พ่อ”

12 – 18 เดือน: พูดคำที่มีความหมายได้ 1–3 คำ เชื่อมโยงคำกับสิ่งของหรือคน

18 – 24 เดือน: พูดได้ประมาณ 10–20 คำ เริ่มใช้คำ 2 คำรวมกัน เช่น “หมาใหญ่”

2 – 3 ปี: พูดเป็นประโยค ใช้คำศัพท์หลากหลาย และเข้าใจคำถามซับซ้อนมากขึ้น

การ ฝึกลูกพูด สามารถเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด ด้วยการพูดคุย ร้องเพลง และอ่านนิทานให้ฟังเป็นประจำ เพราะพ่อแม่คือครูคนแรกที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านภาษาให้กับลูกน้อย

บทสนทนาในชีวิตประจำวันที่ช่วยกระตุ้นการพูดของลูก

ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันคือโอกาสทองในการฝึกลูกพูด การสร้างบทสนทนาแบบโต้ตอบจะช่วยกระตุ้นให้ลูกสนใจที่จะสื่อสาร ลองปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกดังนี้

- พูดคุยกับลูกบ่อยๆ อธิบายสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ เช่น "แม่กำลังต้มน้ำนะ", "พ่อกำลังจะอาบน้ำให้ลูกนะ" แม้ลูกจะยังพูดไม่ได้ ก็ยังคงซึมซับคำศัพท์และโครงสร้างประโยค

- ใช้คำที่ถูกต้องและชัดเจน หลีกเลี่ยงการพูดภาษาเด็ก หรือพูดคำที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

- อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง ชี้ชวนให้ลูกดูภาพ และถามคำถามปลายเปิด เช่น "อันนี้ตัวอะไร?" "หนูอยากกินอะไร?"

- ทำท่าทางประกอบการพูด เช่น โบกมือบ๊ายบาย แสดงท่าทางประกอบเพลง หรือทำท่าทางเมื่อถามว่า "ไหนคะ?" เพื่อช่วยให้ลูกเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

- ให้เวลาลูกตอบสนอง เมื่อถามคำถามหรือพูดกับลูก ให้รอคอยการตอบสนองของลูก ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียง อ้อแอ้ ชี้ หรือพยายามพูด

เพลง นิทาน และคำกลอน: เครื่องมือเสริมทักษะการพูด

เพลง นิทาน และคำกลอน เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการฝึกลูกพูด และเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา

- เพลง: การร้องเพลงให้ลูกฟัง โดยเฉพาะเพลงที่มีจังหวะง่ายๆ และคำคล้องจอง จะช่วยให้ลูกเรียนรู้จังหวะของภาษา จดจำคำศัพท์ และออกเสียงตามได้ง่ายขึ้น

- นิทาน: การอ่านนิทานเป็นประจำช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ให้ลูก พัฒนาทักษะการฟัง และส่งเสริมจินตนาการ ควรเลือกนิทานที่มีภาพประกอบสวยงามและเนื้อหาเหมาะสมกับวัย และพยายามถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเพื่อให้ลูกมีส่วนร่วม

- คำกลอน/เพลงกล่อมเด็ก: การใช้คำคล้องจองช่วยให้ลูกจดจำและเลียนแบบเสียงได้ดีขึ้น ทำให้การออกเสียงเป็นเรื่องสนุก

train-your-child-to-speak

ของเล่นฝึกพูดที่พ่อแม่ควรมีไว้ติดบ้าน

การ ฝึกลูกพูด ให้ได้ผลดี ไม่ได้มีแค่การพูดคุยหรืออ่านหนังสือเท่านั้น แต่ “ของเล่น” ก็เป็นผู้ช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ ของเล่นเหล่านี้จะเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาฝึกพูดที่สนุกและมีคุณค่า

-หนังสือภาพ ของเล่นพื้นฐานที่ช่วยเสริมสร้างคลังคำศัพท์ กระตุ้นให้ลูกชี้ ถาม และพูดคุยเกี่ยวกับภาพต่าง ๆ ในเล่ม

-ตุ๊กตาสัตว์/หุ่นมือ ชวนลูกเล่นบทบาทสมมติ สนทนากับตัวละครต่าง ๆ ฝึกการพูดและจินตนาการไปพร้อมกัน

-บล็อกตัวต่อ/ของเล่นแยกชิ้นส่วน ระหว่างต่อบล็อกหรือประกอบของเล่น ลูกจะได้ฝึกอธิบายสิ่งที่กำลังทำหรือขอความช่วยเหลือ เช่น “ขอสีแดงหน่อย” “ต่อยังไงดีนะ”

-ของเล่นจำลองสถานการณ์เช่น ชุดครัว ชุดคุณหมอ ให้ลูกได้สวมบทบาทและใช้ภาษาในสถานการณ์จริงฝึกพูดโต้ตอบและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ

ของเล่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วย ฝึกลูกพูด แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูก และทำให้การเรียนรู้ภาษาเป็นเรื่องสนุกในทุกวัน

ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อลูกยังไม่ยอมพูด และวิธีรับมือ

บางครั้งลูกอาจมีพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาการได้ยิน พัฒนาการล่าช้าโดยรวม หรือการขาดการกระตุ้นที่เพียงพอ หากลูกยังไม่ยอมพูด หรือพูดช้ากว่าเกณฑ์ ควรสังเกตและพิจารณาสาเหตุ

* กระตุ้นให้มากขึ้น เพิ่มการพูดคุย อ่านนิทาน ร้องเพลง และสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกให้มากขึ้น

* ลดการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การให้ลูกดูทีวี หรือเล่นแท็บเล็ตมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านภาษาได้ ควรจำกัดเวลาการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และเน้นการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ แทน

* ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากลองปรับพฤติกรรมแล้วลูกยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์กุมารเวช นักแก้ไขการพูด หรือนักจิตวิทยาเด็ก เพื่อประเมินและหาสาเหตุที่แท้จริง

train-your-child-to-speak

ฝึกลูกพูดสองภาษา: โอกาสหรืออุปสรรค ?

การฝึกลูกพูดสองภาษา หรือมากกว่านั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ลูกสับสนหรือพูดช้า แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้หลายภาษาตั้งแต่เด็กมีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

- เสริมสร้างพัฒนาการสมอง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และความยืดหยุ่นทางความคิด

- โอกาสในการสื่อสารที่กว้างขึ้น ทำให้ลูกสามารถสื่อสารกับผู้คนจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย

- ไม่มีผลทำให้พูดช้า จากการศึกษาพบว่าการเรียนรู้สองภาษาไม่ได้ทำให้เด็กพูดช้ากว่าเด็กที่เรียนรู้ภาษาเดียว แต่อาจมีช่วงเวลาที่เด็กผสมคำจากสองภาษาเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ 

หลักการสำคัญคือ การใช้ภาษาอย่างสม่ำเสมอในแต่ละภาษา และมีผู้พูดภาษานั้นๆ เป็นหลักให้ลูกได้ซึมซับ

วิธีสังเกตความล่าช้าในการพูดของลูก

การสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ หากพบว่าลูกมีสัญญาณดังต่อไปนี้ อาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าลูกกำลังมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการพูดและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

- อายุ 12 เดือน: ไม่เปล่งเสียงอ้อแอ้ หรือไม่มีการตอบสนองต่อเสียงเรียก

- อายุ 15 เดือน: ไม่สามารถชี้บอกความต้องการ หรือไม่โบกมือบ๊ายบาย

- อายุ 18 เดือน: ยังไม่พูดคำแรกที่มีความหมาย หรือไม่สามารถเลียนแบบคำง่ายๆ ได้

- อายุ 2 ปี: มีคลังคำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ หรือยังไม่สามารถใช้คำสองคำมาเชื่อมกันได้

- อายุ 3 ปี: ยังไม่สามารถพูดเป็นประโยคสั้นๆ หรือไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรละเลย ควรปรึกษาแพทย์หรือนักแก้ไขการพูดโดยเร็วที่สุด

พฤติกรรมของพ่อแม่ที่อาจขัดขวางการฝึกลูกพูดโดยไม่รู้ตัว

การ ฝึกลูกพูด เป็นเรื่องที่พ่อแม่ใส่ใจและตั้งใจทำอย่างเต็มที่ แต่รู้ไหมว่า…บางพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีอะไร อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางภาษาโดยไม่รู้ตัว ลองเช็กดูว่าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่?

 

-ตอบสนองเร็วเกินไป

เมื่อลูกชี้หรือส่งเสียง พ่อแม่รีบตอบทันทีโดยไม่รอให้ลูกพยายามพูดออกมาเอง อาจทำให้ลูกขาดแรงจูงใจใน

การสื่อสารด้วยคำพูด

-ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป

การปล่อยให้ลูกอยู่หน้าจอนานเกินไป ทำให้ขาดโอกาสในการโต้ตอบกับคนจริง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกพูด

-พูดภาษาเด็กมากเกินไป

การใช้คำผิดเพี้ยนหรือภาษาที่ง่ายเกินไป อาจทำให้ลูกไม่เรียนรู้คำศัพท์ที่ถูกต้องและไม่พัฒนาไปสู่การพูดที่ชัดเจน

-ขาดการกระตุ้นที่เพียงพอ

ไม่ค่อยพูดคุย ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง อาจทำให้ลูกขาดแรงกระตุ้นในการเรียนรู้ภาษา

- เร่งรัดหรือกดดันเกินไป

การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น หรือคาดหวังให้ลูกพูดเร็วเกินไป อาจทำให้ลูกเครียดและไม่กล้าพูด

 

การ ฝึกลูกพูด อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการสังเกตและปรับพฤติกรรมของพ่อแม่เอง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกได้เรียนรู้และสื่อสารอย่างมั่นใจในแบบของเขาเอง

สัญญาณและขั้นตอนการปรึกษานักพูดบำบัดที่ควรรู้

หากคุณกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาของลูก และสังเกตเห็นสัญญาณความล่าช้าดังที่กล่าวมาข้างต้น การปรึกษานักแก้ไขการพูด (Speech-Language Pathologist) เป็นสิ่งสำคัญ สัญญาณที่ชัดเจนที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

- ลูกอายุ 12 เดือน: ไม่เปล่งเสียงอ้อแอ้ หรือไม่มีการตอบสนองต่อเสียงเรียก

- ลูกอายุ 18 เดือน: ยังไม่พูดคำแรก หรือมีคำศัพท์น้อยกว่า 6 คำ

- ลูกอายุ 2 ปี: ยังไม่สามารถพูดคำ 2 คำต่อกันได้

- ลูกอายุ 3 ปี: ยังไม่สามารถเข้าใจหรือทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้

 

ขั้นตอนการปรึกษานักพูดบำบัด

1. ปรึกษาแพทย์กุมารเวช เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและตรวจคัดกรองปัญหาทางการแพทย์อื่นๆ เช่น ปัญหาการได้ยิน

2. ส่งต่อหานักแก้ไขการพูด หากแพทย์สงสัยว่ามีความล่าช้าในการพูด นักแก้ไขการพูดจะทำการประเมินพัฒนาการทางภาษาอย่างละเอียด และวางแผนการบำบัดที่เหมาะสม

3. เข้าร่วมกระบวนการบำบัด พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับนักแก้ไขการพูดเพื่อฝึกฝนลูกอย่างต่อเนื่องที่บ้าน

train-your-child-to-speak

10 เทคนิคฝึกลูกพูดจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก

รวบรวมเคล็ดลับ ฝึกลูกพูด จากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ

 

1.พูดกับลูกให้มากที่สุด

บรรยายสิ่งรอบตัว สิ่งที่คุณกำลังทำ แม้ลูกยังพูดไม่ได้ ก็ซึมซับภาษาได้อย่างน่าทึ่ง

2. อ่านนิทานทุกวัน

ชี้ชวนดูภาพ ถามคำถาม และเลียนเสียงตัวละคร ช่วยกระตุ้นทั้งคำศัพท์และจินตนาการ

3. ร้องเพลงเด็กและเพลงกล่อมเด็ก

จังหวะและคำคล้องจองช่วยให้ลูกจดจำคำศัพท์และฝึกออกเสียงได้ง่ายขึ้น

4.เล่นบทบาทสมมติ

ชวนลูกเล่นขายของ ทำครัว หรือเป็นคุณหมอ ฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์จำลองอย่างสนุกสนาน

5.เลียนแบบเสียงและท่าทางของลูก

แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อสาร เป็นการสร้างแรงจูงใจให้พูดมากขึ้น

6.ให้เวลาลูกตอบสนอง

อย่ารีบตอบแทน รอให้ลูกพยายามพูดหรือแสดงออกก่อน

7.ใช้คำศัพท์ที่ถูกต้องและหลากหลาย

หลีกเลี่ยงการพูดคำเพี้ยน ใช้คำจริงที่เหมาะกับวัย เพื่อให้ลูกเรียนรู้ภาษาอย่างถูกต้อง

8.กระตุ้นด้วยคำถามปลายเปิด

แทนที่จะถามว่า “ใช่ไหม?” ลองถามว่า “หนูอยากกินอะไร?” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตอบ

9. สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

การฝึกลูกพูดจะได้ผลดีที่สุดเมื่อลูกรู้สึกสนุก ไม่เครียด และกล้าสื่อสาร

10.ลดการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์

ให้ลูกมีเวลาปฏิสัมพันธ์กับคนจริง ๆ มากขึ้น เพราะการพูดคุยคือหัวใจของการเรียนรู้ภาษา

การฝึกลูกพูด เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทน ความสม่ำเสมอ และความเข้าใจ พ่อแม่คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาของลูก การพูดคุย การเล่น การอ่านนิทาน และการตอบสนองอย่างเข้าใจ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณเติบโตเป็นผู้ที่มีทักษะการสื่อสารที่ดี มีความมั่นใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลกกว้างต่อไป

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x