สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ในปัจจุบัน คำว่า “ออทิสติกเทียม” (Pseudo Autism) เริ่มปรากฏมากขึ้นในวงสนทนาของพ่อแม่ผู้ดูแลเด็ก รวมถึงวงการแพทย์เด็ก แม้จะไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่เป็นทางการเหมือน “ออทิสติกแท้” แต่อาการของเด็กบางคนก็แสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับเด็กออทิสติก จนทำให้พ่อแม่เกิดความกังวล และอาจเข้าใจผิดได้ง่าย
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่า “ออทิสติกเทียม อาการคืออะไร” แตกต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร พฤติกรรมแบบไหนที่ควรสังเกต และที่สำคัญคือวิธีดูแลและฟื้นฟูเด็กกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กกลับมามีพัฒนาการที่สมวัย
ตรวจสอบบทความโดย: ปรียาภรณ์ อัมหธร
วิทยาศาตรบัณฑิต สาธารณสุขศาสตร์ สาขาโภชนวิทยา
ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จิตวิทยาสาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ออทิสติกเทียมคืออะไร? แตกต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร
ออทิสติกเทียม อาการเบื้องต้นที่พ่อแม่ควรสังเกต
อาการทางพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติกแต่ไม่ใช่
พัฒนาการล่าช้ากับออทิสติกเทียม: แยกอย่างไร?
ออทิสติกเทียมมักเกิดในเด็กช่วงอายุเท่าใด
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่ออาการออทิสติกเทียม
เด็กที่ติดจอหรือขาดการสื่อสาร เสี่ยงออทิสติกเทียมหรือไม่
วิธีประเมินและวินิจฉัยออทิสติกเทียม
การดูแลและแนวทางกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีอาการคล้ายออทิสติก
ออทิสติกเทียม (Pseudo Autism) คือภาวะที่เด็กมีพฤติกรรมคล้ายออทิสติก แต่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางสมองเหมือนออทิสติกแท้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ขาดการกระตุ้น ขาดปฏิสัมพันธ์ หรือใช้หน้าจอมากเกินไป จุดต่างสำคัญคือ เด็กกลุ่มนี้สามารถฟื้นตัวได้ หากได้รับการดูแลและปรับสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม
ออทิสติกเทียมเกิดจาก “ปัจจัยภายนอก” เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ตัวอย่างเช่น :
-การเลี้ยงดูที่ขาดการกระตุ้น เด็กไม่ได้รับโอกาสเรียนรู้หรือเล่นอย่างเหมาะสม
-ขาดปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้ดูแล ไม่มีการพูดคุยหรือเล่นร่วมกัน
-ปล่อยให้เด็กอยู่หน้าจอนานเกินไป เช่น มือถือ แท็บเล็ต หรือทีวี
-สภาพแวดล้อมที่ขาดภาษา อารมณ์ และสัมผัสทางสังคม เด็กไม่ได้ยินการสนทนา หรือสัมผัสความรักจากคนรอบข้าง
-การเลี้ยงแบบปลีกวิเวก ไม่ส่งเสริมให้เด็กเล่นหรือมีเพื่อน
พัฒนาการล่าช้า: เด็กมีความล่าช้าในบางด้าน เช่น ภาษา การเคลื่อนไหว หรือการเข้าสังคม แต่สาเหตุอาจมาจากพันธุกรรม สุขภาพ หรือการขาดการฝึกฝน ไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรมเฉพาะแบบออทิสติก
ออทิสติกเทียม: เด็กแสดงพฤติกรรมคล้ายออทิสติก เช่น เล่นคนเดียว พูดซ้ำ ๆ หมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เกิดจาก ปัจจัยภายนอก เช่น ใช้หน้าจอมาก ขาดปฏิสัมพันธ์ และขาดการกระตุ้นพัฒนาการ
โดยทั่วไป เด็กจะเริ่มแสดงอาการ ออทิสติกเทียม ในช่วง 6 เดือนถึง 3 ปี เช่น
-ไม่ยิ้มตอบเมื่อมีคนเล่นด้วย
-ไม่หันตามเสียงเรียก
-ไม่เล่นบทบาทสมมติ
หากภายใน 1–1.5 ปี เด็กไม่ตอบสนองต่อสิ่งพื้นฐาน เช่น ไม่สบตา ไม่ยิ้ม ไม่หันตามเสียง ควรเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และปรับสภาพแวดล้อมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยต่าง ๆ เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาสื่อสารกับเด็ก ปล่อยให้ใช้หน้าจอเป็นหลัก หรือห้ามเด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ล้วนส่งผลให้เกิด ออทิสติกเทียม อาการต่างๆ เกิดจากการขาดแรงกระตุ้นพัฒนาการ รวมถึงการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีภาษา การมีปฏิสัมพันธ์ หรือกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
แม้ว่าออทิสติกเทียมจะไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่การประเมินจะใช้แนวทางคล้ายกับการตรวจคัดกรองออทิสติก เพื่อแยกความแตกต่างและหาสาเหตุที่แท้จริง โดยทั่วไปจะทำดังนี้:
1. แบบประเมินคัดกรอง
- แบบคัดกรองสำหรับเด็กเล็กอายุประมาณ 16–30 เดือน เพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะออทิสติก(M-CHAT : Modified Checklist for Autism in Toddlers)
-แบบประเมินออทิสติกสำหรับเด็กไทย อายุ 12–48 เดือน (Thai Diagnostic Autism Scale (TDAS) )
2. ประวัติพฤติกรรมและการเลี้ยงดู
สอบถามพ่อแม่เกี่ยวกับพฤติกรรม การเล่น การสื่อสาร และสภาพแวดล้อม
3. ตรวจการได้ยินและพัฒนาการด้านต่าง ๆ
เพื่อแยกสาเหตุจากปัญหาการได้ยินหรือความล่าช้าด้านอื่น ๆ
ออทิสติกเทียม อาการต่างๆมีโอกาสฟื้นฟูให้ดีขึ้น สูงมากกว่าเมื่อเทียบกับออทิสติกแท้ เพราะไม่ใช่ความผิดปกติทางสมองหากแก้ไขเร็วและถูกวิธี เด็กสามารถกลับมามีพัฒนาการตามวัยได้ โดยเน้น:
-ลดเวลาหน้าจออย่างจริงจัง
-เพิ่มการเล่นที่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และเพื่อน
-กระตุ้นภาษาและการสื่อสารผ่านการพูดคุย อ่านนิทาน เล่นบทบาทสมมติ
-สร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและมีการตอบสนองทางอารมณ์
แพทย์ไทยแนะนำว่าควร ลดหน้าจอให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีแรก เพราะนี่คือกุญแจสำคัญในการป้องกันออทิสติกเทียม อาการต่างๆ ให้น้อยลง พูดคุย เล่น และมีปฏิสัมพันธ์สองทางกับลูกทุกวัน จะช่วยให้เด็กที่มีอาการคล้ายออทิสติกกลับมามีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ในเวลาไม่นาน
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.