สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ภาวะสมาธิสั้น (ADHD: Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder) เป็นหนึ่งในภาวะพัฒนาการทางสมองที่พบบ่อยในเด็ก ส่งผลต่อการจดจ่อ การควบคุมพฤติกรรม และการเรียนรู้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเด็กสมาธิสั้นในทุกมิติ ตั้งแต่สัญญาณเตือน การวินิจฉัยไปจนถึงวิธีดูแลทั้งที่บ้านและโรงเรียน พร้อมตอบคำถามสำคัญว่า “เด็กสมาธิสั้นหายได้ไหม?”
ตรวจสอบบทความโดย: ปรียาภรณ์ อัมหธร
วิทยาศาตรบัณฑิต สาธารณสุขศาสตร์ สาขาโภชนวิทยา
ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จิตวิทยาสาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
สัญญาณบ่งชี้ว่าเด็กอาจมีภาวะสมาธิสั้น
สาเหตุของภาวะสมาธิสั้นในเด็กมีอะไรบ้าง
ความแตกต่างระหว่างเด็กสมาธิสั้นกับเด็กซนทั่วไป
วิธีประเมินและวินิจฉัยเด็กสมาธิสั้นอย่างถูกต้อง
เด็กสมาธิสั้นมีผลกระทบอย่างไรต่อการเรียนรู้
แนวทางการดูแลเด็กสมาธิสั้นในครอบครัว
เทคนิคการสอนเด็กสมาธิสั้นในห้องเรียน
วิธีฝึกสมาธิให้เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น
การใช้ยาและการบำบัดสำหรับเด็กสมาธิสั้น
เด็กสมาธิสั้นมักมีสัญญาณไม่สามารถจดจ่อ ขาดสมาธิ เคลื่อนไหวมากแสดงพฤติกรรมหุนหัน (impulsivity) หรือแข็งกร้าว โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการหลัก ขาดสมาธิ, ไฮเปอร์แอคทีฟ และแบบผสมผสาน พฤติกรรมเหล่านี้พบในเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นมากกว่าเด็กทั่วไป และมักมีอาการในหลากหลายบริบท เช่น ที่บ้าน โรงเรียน หรือที่เล่น ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมอย่างน้อย 6 เดือน
เด็กสมาธิสั้น มีสาเหตุหลักจากพันธุกรรม โดยสารสื่อประสาทในสมอง เช่น Dopamine และ Norepinephrine ทำงานไม่สมดุล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น
-การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์
-การสัมผัสสารพิษ เช่น ตะกั่ว
-การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย
-การขาดโภชนาการ หรือประสบเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (Trauma)
เด็กซนทั่วไปอาจมีช่วงเวลาที่ซุกซน แต่สามารถหยุดได้เมื่อถูกเตือน และยังมีสมาธิในสิ่งที่สนใจ ส่วนเด็กสมาธิสั้นมักอยู่ไม่นิ่ง ตลอดเวลา และไม่สามารถควบคุมตนเอง เช่น ล้ม เลอะเทอะ หรือพูดแทรก
ข้อแตกต่างสำคัญคือ เด็กซนมักไม่ขาดสมาธิในสิ่งที่ตนเองสนใจ ส่วนเด็กสมาธิสั้นขาดสมาธิในหลายเรื่อง รวมทั้งเรียนและการเข้าสังคมมักมีผลกระทบรุนแรงกว่า
การดูแลเด็กสมาธิสั้นควรเริ่มจากการฝึกผู้ปกครองและปรับสิ่งแวดล้อม ก่อนพิจารณาใช้ยางานวิจัยในไทยพบว่าครอบครัวที่จัดการได้ดีช่วยควบคุมอาการเด็กสมาธิสั้นได้มากขึ้น โดยแนวทางที่แนะนำ ได้แก่:
-ทำกิจกรรมบำบัดเพื่อลดพฤติกรรมซน
-ใช้การเสริมแรงเชิงบวกเมื่อเด็กทำพฤติกรรมดี
-ลดการลงโทษ และตั้งขอบเขตที่ชัดเจน
-คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจและยอมรับ ไม่ตำหนิ
-จัดตารางเวลาให้ชัดเจน
การใช้ยา
กลุ่มกระตุ้นสมอง เช่น Methylphenidate (Ritalin)ไม่ทำให้เด็กสมาธิสั้นมีปัญหาการเจริญเติบโตถาวร อาจมีน้ำหนักลดเล็กน้อยในปีแรก และกลับมาปกติในปีถัดไปต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อปรับขนาดยาและติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด
การบำบัด
-พฤติกรรมบำบัด (Behavioral Therapy): ฝึกควบคุมพฤติกรรมและเสริมแรงเชิงบวก
-การให้คำปรึกษาครอบครัว: ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจและจัดการสิ่งแวดล้อม
-ฝึกทักษะทางสังคม: เพื่อปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ภาวะสมาธิสั้นไม่ใช่ “โรคที่หายขาด” แต่สามารถ “ควบคุมและปรับพฤติกรรมได้” หากได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เด็กจะสามารถใช้ชีวิต เรียนรู้ และเข้าสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งพฤติกรรมบำบัด การสนับสนุนครอบครัว และการศึกษา ผู้ใหญ่หลายคนที่มีภาวะนี้ตั้งแต่วัยเด็กสามารถประสบความสำเร็จได้เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น จะมีพัฒนาการ การควบคุมตัวเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
- เด็กสมาธิสั้นต้องการความเข้าใจร่วมกันจากครอบครัว โรงเรียน และนักวิชาชีพ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
-การดูแลร่วมกันทั้งบ้าน โรงเรียน และแพทย์เป็นกุญแจสำคัญ
-ครอบครัวที่มีความร่วมมือ การสื่อสารดี มีแนวโน้มที่เด็กสมาธิสั้นจะได้รับการควบคุมอาการได้ดีกว่า
อ้างอิงจาก
https://hpc3.anamai.moph.go.th/th/km/download/?did=229553&id=116042&reload=
https://www.cdc.gov/adhd/articles/helping-children-with-multiple-concerns.html
https://applications.emro.who.int/docs/EMRPUB_leaflet_2019_mnh_214_en.pdf
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38464655/
https://hpc3.anamai.moph.go.th/th/clinic-smile
https://www.cdc.gov/adhd/about/other-concerns-and-conditions.html
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26629892/
https://www.cdc.gov/adhd/treatment/index.html
https://www.cdc.gov/adhd/articles/behavior-therapy-first-young-children.html
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.