สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
การเป็นหวัดในเด็กถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อย โดยทั่วไปหวัดมักจะหายภายใน 7–10 วัน แต่หาก ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย อาจเป็นสัญญาณว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิแพ้ หรือโรคแทรกซ้อนที่ควรใส่ใจ บทความนี้จะพาพ่อแม่ไปทำความเข้าใจสาเหตุ อาการเตือน และแนวทางการดูแลลูกอย่างเหมาะสม
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ยังไม่หาย ควรทำอย่างไรต่อไป
สาเหตุหลักที่ทำให้หวัดในเด็กหายช้า
ความแตกต่างระหว่างหวัดธรรมดากับไซนัสอักเสบ
อาการเตือนว่าลูกอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
การดูแลลูกเมื่อเป็นหวัดนานเกิน 2 สัปดาห์
อาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดในเด็ก
เคล็ดลับดูแลน้ำมูกและการระบายอากาศให้ลูก
ความสำคัญของการพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ
วิธีลดการแพร่กระจายเชื้อหวัดภายในบ้าน
เมื่อไรควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ทันที
ตรวจสอบบทความโดย: ศุภลักษณ์ อารีมิตร
การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น 1
ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนกังวล เพราะโดยทั่วไป ไข้หวัดในเด็กมักจะดีขึ้นเองภายใน 5-10 วัน หรืออย่างมาก 1-2 สัปดาห์ ถ้าเกินกว่า 10-14 วันแล้วยังมีอาการคัดจมูก น้ำมูก ไอ หรือน้ำมูกไม่ลดลง นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีปัจจัยอื่นร่วม หรืออาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการการรักษาเพิ่มเติม เช่น ไซนัสอักเสบ หูน้ำหนวก หรือภาวะภูมิแพ้ของทางเดินหายใจ
ดังนั้น ถ้าลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย พ่อแม่ควรสังเกตอาการว่ามีอะไรผิดปกติเพิ่มเติมหรือไม่ และพิจารณาพาลูกไปพบกุมารแพทย์หากมีอาการเตือนดังที่จะแสดงต่อไปนี้
ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย อาจมีหลายสาเหตุร่วมกัน
1.ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง เด็กเล็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงใช้เวลาในการขับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียออกจากร่างกายนานกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่
2.เชื้อไวรัสหลายชนิดซ้อนกัน บางครั้งเด็กติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง แล้วมีการติดเชื้อซ้ำหรือมีเชื้อไวรัสตัวอื่นเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้มีอาการต่อเนื่อง
3.ภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หูน้ำหนวก หวัดเรื้อรังบางกรณีเกิดจากไวรัสที่ลุกลามไปยังไซนัส หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้มีน้ำมูกข้น-เขียว อาการคงอยู่ยาวนานขึ้น
4.ภูมิแพ้ ถ้าลูกมีแนวโน้มเป็นภูมิแพ้ (ประวัติครอบครัว หรือมีอาการคันจมูก คันตา น้ำมูกใสเรื้อรัง) อาจทำให้อาการหวัดดูเหมือนไม่หายสักทีเพราะมีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูกอยู่ด้วยก่อนหรือระหว่างที่เป็นหวัด
5.สิ่งแวดล้อมที่ทำให้อาการแย่/ไม่ดีขึ้น เช่น ฝุ่น ควัน มลพิษ อากาศเย็น ความชื้นต่ำ หรืออยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี
6.การรักษาหรือการดูแลเบื้องต้นไม่เหมาะสม เช่นไม่ได้ล้างจมูก ,ดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอ, พักผ่อนไม่พอ หรือใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
หวัดธรรมดา จะมีอาการนาน 3-7 วัน และดีขึ้นชัดเจนภายใน 7-10 วัน ลักษณะน้ำมูกใส อาจมีขุ่นเล็กน้อย ตามเวลา มีอาการไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอเล็กน้อย ไม่ปวดบริเวณไซนัส ไม่มีกลิ่นปากหรืออาการบวมใบหน้า สิ่งที่จะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วคือการพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ ใช้ยาลดไข้ ร่วมกับการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี
ไซนัสอักเสบ จะมีอาการหวัด มากกว่า10 วันโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือหวัดที่ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง ลักษณะน้ำมูกข้น-เหลืองหรือเขียว มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ น้ำมูกไหลมากอาจลงคอมีเสมหะ มีอาการปวดหน้า บริเวณแก้ม หน้าผาก รอบดวงตา ปวดเมื่อเอียงตัว ปวดฟันบน คลื่นไส้ มีกลิ่นปาก หน้าบวม มีรอยคล้ำใต้ตา หากล้างจมูก ทานยาลดไข้ บรรเทาปวดแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
หากลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย ให้สังเกตอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม ได้แก่ น้ำมูกข้น สีเขียวหรือเหลืองจัด ไม่ใส หรือเปลี่ยนสีจากใสมาเป็นข้นขึ้นอย่างชัดเจน มีไข้สูงหรือไข้ต่อเนื่อง ร่วมกับอาการไอหรือเสมหะลงคอมาก นอนแล้วไอมาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน รู้สึกปวดใบหน้าหรือศีรษะ บริเวณไซนัส (แก้ม หน้าผาก รอบตา) เวลาเอียงหน้าไปข้างหน้า หรือมีอาการบวมใบหน้า ใต้ตาคล้ำ กลิ่นปากแรง รู้สึกมีกลิ่นเหม็นจากจมูกหรือหายใจไม่สดชื่น บ้วนปาก ล้างปาก แล้วไม่ดีขึ้น
เมื่อลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หายควรมีแนวทางดูแลดังนี้
1.ปรับสิ่งแวดล้อมให้ดี ให้เด็กอยู่ในที่อากาศถ่ายเท เพิ่มความชื้นในห้อง หรือใช้แผ่นวางผนังน้ำร้อน/น้ำอุ่นเพื่อลดความแห้งของอากาศ หลีกเลี่ยงฝุ่น ควันบุหรี่ มลพิษ และอากาศเย็น
2.บำรุงร่างกาย – พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้เต็มที่ เพิ่มการนอนกลางวัน ถ้าเป็นเด็กเล็ก พยายามลดกิจกรรมที่ใช้พลัง เพื่อให้ร่างกายได้พักและฟื้นตัว
3.ดูแลให้ดื่มน้ำและสารอาหาร การดื่มน้ำบ่อย ช่วยไม่ให้น้ำมูกข้น และละลายเสมหะ ช่วยให้ขับออกง่ายขึ้น ให้กินอาหารที่ย่อยง่าย มีวิตามินซีสูง เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น ผัก ผลไม้ เส้ม สตรอว์เบอร์รี เป็นต้น
4.ใช้วิธีดูแลเบื้องต้นโดยล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อช่วยให้น้ำมูกไหลออกได้ดีขึ้น และสามารถใช้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ หรือยาเพื่อลดอาการอักเสบของหวัดเบื้องต้นภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะด้วยตนเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เพราะหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส และการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดภาวะดื้อยาได้
-จิบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องบ่อย ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุ และช่วยให้น้ำมูก/เสมหะไม่ข้นเหนียวจนเกินไป งดน้ำเย็น
-ซุปไก่ร้อน ๆ หรือซุปผัก ที่อุ่นๆและอาหารอ่อน ย่อยง่าย ช่วยให้เด็กมีแรง การทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
-ผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม, มะนาว, สตรอว์เบอร์รี, ฝรั่ง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
-อาหารที่มีสังกะสี (zinc) มีบางงานวิจัยแสดงว่า ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของหวัดได้ เช่น โจ๊กไก่–ไข่ตุ๋น ข้าวต้มไก่ใส่ตับ
1.ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ช่วยระบายน้ำมูกไม่ให้คั่งค้าง เยื่อบุจมูกไม่อักเสบเพิ่มเติม
2.นอนศีรษะสูงเล็กน้อย ใช้หมอนเสริม หรือนอนเอียงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งช่วยให้น้ำมูกไหลลงไม่คั่งในโพรงจมูก
3.ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้อง หรือให้อาบไอน้ำอุ่น เพื่อเพิ่มความชื้น ลดความแห้งของเยื่อบุจมูกและทางเดินหายใจ
-สอนลูกและคนในบ้านให้ใช้ทิชชูหรือข้อศอกปิดปาก-จมูกเวลาไอหรือจาม
-ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์หากไม่มีน้ำสะดวก
-ทำความสะอาดพื้นผิวที่ลูกมักสัมผัสบ่อย เช่น ของเล่น มือจับประตู โต๊ะ ฯลฯ
-ระบายอากาศภายในบ้าน เปิดหน้าต่างเมื่ออากาศดี ปิดควันบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงที่มีควัน
กรณีที่ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หายและมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์ทันที
-ไข้สูง ต่อเนื่อง หรือไข้ไม่ลดหลังการลดไข้เบื้องต้น
-หายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือเสียงหอบเหนื่อย
-อาการไอมาก เสมหะลงคอ ไอรบกวนจนทรมาน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
-ใบหน้าบวม ปวดใบหน้า ปวดศีรษะมากโดยเฉพาะที่ไซนัส
-น้ำมูกไหลสีเข้มมาก กลิ่นแรง ปวดหู มีหนองออกจากหู กรณีหูน้ำหนวก
1.ฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตามคำแนะนำแพทย์
2.สร้างบรรยากาศในบ้านให้สะอาด อากาศถ่ายเทดี ไม่มีฝุ่น ควันหรือสารก่อภูมิแพ้
3.ส่งเสริมสุขภาพเด็กโดยรวม อาหารดี พักผ่อนเพียงพอ ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เหมาะสม เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ ที่แอดอัด หรือใกล้ชิดผู้ป่วย หากจำเป็นควรใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันและ ล้างมือบ่อย ๆ
หากพบว่า ลูกเป็นหวัด 2 อาทิตย์ ยังไม่หาย อย่านิ่งนอนใจ ต้องคอยสังเกตอาการเตือน เช่น ไข้สูง น้ำมูกข้น สีเข้ม ไอมากขึ้น หรือมีอาการหน้าบวม เจ็บแก้ม ใบหน้า ร่วมกับปรับการดูแลเบื้องต้นให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น การล้างจมูก จิบน้ำอุ่น ดื่มน้ำเพิ่มขึ้น พักผ่อนมากขึ้น หากจำเป็นอาจต้องเพิ่มความชื้นในห้อง ห้ามซื้อยามาใช้เองเด็ดขาดโดยเฉพาะยาปฎิชีวนะ เพราะหวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส และการใช้ยาไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายได้ ทั้งนี้หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง ให้รีบไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาที่เหมาะสม
อ้างอิงจาก
https://www.bangkokhospital.com/en/huahin/content/the-common-cold-in-children_dr-anusorn-bhn
https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/978
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/13031
https://emedicine.medscape.com/article/227820-overview
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7088858/
https://www.belairpediatrics.com/blog/505447-how-to-tell-the-difference-between-sinusitis-and-a-cold
https://www.bangkokhospital.com/en/huahin/content/the-common-cold-in-children_dr-anusorn-bhn
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.