สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
วัคซีนวัณโรค หรือ BCG เป็นหนึ่งในวัคซีนหลักที่เด็กไทยได้รับตั้งแต่แรกเกิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ วัณโรค ที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทย ถึงแม้จะมีข้อมูลมากมาย แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดหลายอย่างโดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง บทความนี้จะช่วยอธิบายตั้งแต่พื้นฐาน ประสิทธิภาพ อาการหลังฉีด การดูแลแผล ข้อควรระวัง จนถึงสิทธิ์การฉีดในไทยอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจและเข้าใจเรื่องวัคซีนนี้สำหรับลูกน้อยหรือตัวคุณเอง
ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
“วัคซีนวัณโรค” (BCG) คืออะไร? ทำไมเด็กไทยทุกคนต้องฉีดตั้งแต่แรกเกิด?
วัคซีน BCG ป้องกันได้ 100% จริงหรือ? (ความเข้าใจผิดที่พ่อแม่ต้องรู้)
“ตุ่มหนอง” หลังฉีด: สัญญาณปกติที่บอกว่าวัคซีน “ได้ผล”
How-to: วิธีดูแล “แผลฝี” ที่หัวไหล่ลูก ห้ามบ่ง! ห้ามแกะ! ต้องทำอย่างไร?
ถ้าลูก “ไม่มีแผลเป็น” หรือ “ไม่ขึ้นตุ่ม” แปลว่าภูมิไม่ขึ้น ต้องฉีดใหม่ไหม?
ไทม์ไลน์อาการหลังฉีด: จากตุ่มแดง สู่ ฝีหนอง และ แผลเป็น ใช้เวลานานแค่ไหน?
ผลข้างเคียงที่ต้องระวัง: เมื่อไหร่ที่ “ต่อมน้ำเหลืองโต” กลายเป็นเรื่องผิดปกติ?
เด็กกลุ่มไหนที่ "ห้าม" หรือ "ควรเลื่อน" การฉีดวัคซีนวัณโรค?
ผู้ใหญ่ที่ “ไม่มีแผลเป็น BCG” จำเป็นต้องไปฉีดวัคซีนวัณโรคตอนโตไหม?
“วัคซีนวัณโรค” ฟรีไหม? ใช้ สิทธิ์อะไร และ ฉีดได้ที่ไหนบ้าง?
วัคซีน BCG กับ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ”: ประโยชน์ทางอ้อมที่หลายคนไม่รู้
สรุป: แผลเป็นเล็กๆ ที่ไหล่ คือเกราะป้องกันที่ยิ่งใหญ่ของลูกน้อย
วัคซีนวัณโรค หรือ วัคซีนบีซีจี (Bacillus Calmette–Guérin vaccine : BCG ) เป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรควัณโรค โดยผลิตจากเชื้อมัยโคแบคทีเรีย (Mycobacteria ) สายพันธุ์ที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดโรคในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติได้ ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกรมควบคุมโรควัคซีนนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ควรให้แก่ทารก ตั้งแต่แรกเกิด เหตุผลที่เด็กไทยควรได้รับวัคซีน BCG ตั้งแต่แรกเริ่ม คือประเทศไทยยังจัดเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค การให้วัคซีนแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดโอกาสเกิดโรครุนแรงในเด็ก เช่น วัณโรคชนิดแพร่กระจาย และ วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
หลายคนอาจคิดว่าเมื่อเด็กได้รับวัคซีนวัณโรค BCG แล้ว จะสามารถป้องกันโรควัณโรคได้แบบ 100% แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น วัคซีน BCG มีประสิทธิภาพที่ดีมากในการป้องกัน วัณโรคชนิดรุนแรงในเด็ก เช่น วัณโรคชนิดแพร่กระจาย , วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง แต่สำหรับวัณโรคปอด ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อย ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ประมาณ 50% เท่านั้น จึงไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด ในประเทศไทยซึ่งยังพบการติดเชื้อวัณโรคอยู่ วัคซีน BCG ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยลดอัตราการป่วยหนักและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเหตุผลที่กรมควบคุมโรคกำหนดให้วัคซีนวัณโรค เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับทารกแรกเกิด เพื่อให้ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้น ถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญมาก แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ 100% พ่อแม่จึงควรเข้าใจบทบาทของวัคซีนอย่างถูกต้อง และหากเด็กมีอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
หลังจากฉีดวัคซีนวัณโรค (BCG) เข้าไปใต้ผิวหนัง/ผิวหนังชั้นบน อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังบริเวณจุดฉีด ตามช่วงเวลา ต่าง ๆ หลังฉีดน้ำยาจะดันผิวหนังให้โป่งนูนและเห็นรูขุมขนขนาดประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ในช่วงแรก และหลังจากนั้นภายใน 2-3 วันตุ่มที่นูนอาจยุบลง เหลือสีแดง จากนั้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 จะเริ่มมีตุ่มแดง ซึ่งอาจปรากฏฝี หรือหัวหนองเล็ก ๆ ที่ตำแหน่งฉีด มีตุ่ม / หนอง / พุพอง หลังการฉีดวัคซีนวัณโรค ไม่ถือเป็นอาการผิดปกติ หากไม่มีสัญญาณแทรกซ้อน เมื่อมีแผลที่ตำแหน่งฉีดควรใช้สำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุกเย็น เช็ดรอบ ๆ บริเวณแผล แล้วซับให้แห้ง
การดูแลแผลหลังฉีด วัคซีนวัณโรค มีข้อแนะนำสำคัญ ดังนี้
-รักษาความสะอาด ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุกเย็นเช็ดรอบ ๆ บริเวณแผล หรือตำแหน่งฉีด
-อย่าแกะหรือบ่งแผล หลีกเลี่ยงการบ่ง, บีบ, จี้หนอง หรือสะเก็ดเอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
-ปิดแผลเมื่อจำเป็น ถ้าจำเป็น อาจใช้ผ้าก๊อซ ผ้าปิดแผลที่สะอาด แต่ควรเปลี่ยนเป็นประจำ
-สังเกตอาการผิดปกติ หากแผลแบบฝี หนอง ไม่แห้ง, บวม, เจ็บมาก, หรือมีอาการรอบ ๆ แผลที่น่ากังวล ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อประเมิน
เป็นที่รู้กันว่าไม่ทุกคนที่ได้รับวัคซีน BCG จะมีแผล หรือรอยที่สังเกตได้ชัดเจนภายหลังฉีด แผลเป็น / รอยตุ่ม ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องยืนยันการตอบสนองภูมิคุ้มกันอย่างแม่นยำ หากไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับ วัคซีน BCG เมื่อแรกเกิดและไม่มีแผลเป็น สามารถให้วัคซีน BCG ได้ตามแผนวัคซีน
การฉีดซ้ำหรือบูสเตอร์ เนื่องจากไม่มีแผลเป็นไม่ได้ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับทุกคน ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะการได้รับวัคซีน
การตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน BCG และการพัฒนาแผลหลังการฉีด วัคซีนวัณโรค สามารถแบ่งเป็นช่วง ต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
-ช่วง 1 - 3 ชั่วโมง วันหลังฉีด : บริเวณที่ฉีดอาจโป่งนูนหรือนูนเล็ก ๆ และเห็นรูขุมขนได้
-สัปดาห์ 2–3 : เริ่มมีตุ่ม แดง / นูน / พุพองบริเวณแผลฉีด
-ประมาณ 3–4 สัปดาห์ : ตุ่มอาจพัฒนาเป็นฝีหรือมีหัวหนองเล็ก ๆ ตำแหน่งแผลมีขนาดโดยเฉลี่ย 4-5 มิลลิเมตร
-ประมาณ 1 เดือน : แผลแห้งและทิ้งแผลเป็นหรือรอยเล็ก ๆไว้
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงการประมาณโดยทั่วไป ผู้ปกครองควรติดตามอาการและปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหากมีความกังวล
แม้การฉีดวัคซีนวัณโรค จะเป็นวัคซีนพื้นฐานที่มีประโยชน์มากสำหรับทารก แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้โดยเฉพาะเรื่องต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการที่พบได้หลังการฉีดในบางราย อาการข้างเคียงในช่วง 2–3 สัปดาห์หลังฉีด อาจมีรอยนูน แดง หรือเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่ตำแหน่งฉีด (บริเวณต้นแขนซ้าย)ตุ่มนี้อาจมีหนองเล็กน้อยและค่อย ๆ แห้ง กลายเป็นแผลเป็นในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ ถือว่าปกติ
และควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อมีอาการต่อมน้ำเหลืองใกล้รักแร้หรือต้นแขนโตผิดปกติโตมากกว่า 1–2 เซนติเมตร คลำแล้วเจ็บ กดแล้วปวด มีผิวหนังบริเวณนั้นแดง ร้อน อักเสบหรือมีการอักเสบรุนแรงที่ตำแหน่งฉีด แผลบวมแดงมาก แผลเป็นหนองลุกลาม หรือมีไข้ร่วมด้วย
มีหลายกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือพิจารณาเลื่อนการให้ วัคซีนวัณโรค (BCG) ได้ ดังนี้
-เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดรุนแรง
-เด็กที่มีการติดเชื้อ เอชไอวี การให้วัคซีนสำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการควรพิจารณาเป็นพิเศษ
-ผู้ที่มีประวัติแพ้สารหรือส่วนประกอบของวัคซีน BCG ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนการฉีด
-เด็กที่มีแผล ติดเชื้อโรคผิวหนังที่ตำแหน่งฉีด ควรเลื่อนการฉีดจนกว่าอาการบริเวณนั้นจะหาย
-ผู้ใหญ่ / เด็กที่ยังไม่มีหลักฐานการรับวัคซีน BCG คือไม่มีแผลเป็น และอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อวัณโรค
สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีนได้ตามความเหมาะสม
การให้วัคซีนวัณโรคกับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยรับวัคซีน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามแต่ละบุคคล ในเด็ก/ผู้ใหญ่ควรตรวจสอบก่อนว่ามีหลักฐานการได้รับวัคซีนเมื่อก่อนหรือมีรอยแผลเป็นจากการฉีดหรือไม่โดยหากผู้ใหญ่ไม่มีประวัติฉีด BCG แต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาผลประโยชน์และความเสี่ยงก่อนฉีด ไม่มีข้อกำหนดทั่วไปที่ระบุให้ผู้ใหญ่ทุกคนต้องฉีด BCG ซ้ำโดยอัตโนมัติหากไม่มีการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่ชัดเจนจากแผลเป็น
วัคซีนวัณโรค (BCG) เป็นวัคซีนพื้นฐานที่อยู่ใน โปรแกรมสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ ของกรมควบคุมโรค ซึ่งเด็กแรกเกิดหรือเด็กตามเกณฑ์สามารถรับวัคซีนนี้ได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านสถานพยาบาลรัฐ / หน่วยงานสาธารณสุขที่ร่วมโครงการ หากเด็กไม่มีหลักฐานการฉีดหรือไม่มีแผลเป็น สามารถรับวัคซีนได้ตามแผน ผู้ปกครองควรสอบถามเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรัฐหรือศูนย์สาธารณสุขในพื้นที่ ถึงสิทธิ์และกำหนดการฉีดวัคซีนวัณโรคตามวัคซีนพื้นฐานของรัฐ
แม้วัคซีนวัณโรค (BCG) ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันโรควัณโรค แต่ในทางการแพทย์ BCG ก็มีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัด สำหรับรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการใช้วัคซีนในลักษณะทางการแพทย์เฉพาะ ไม่ใช่เพื่อป้องกันวัณโรคโดยตรง
การใช้วัคซีนวัณโรค BCG เพื่อรักษามะเร็งและการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กป้องกันวัณโรค เป็นสองสถานการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บุคคลทั่วไปไม่ควรพิจารณาเรื่องมะเร็งเป็นเหตุผลหลักในการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก
วัคซีนวัณโรค (BCG) เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรควัณโรค โดยเฉพาะในเด็กในประเทศไทย แม้ว่าการได้รับวัคซีน BCG อาจไม่ให้การป้องกันวัณโรค 100% แต่ลดโอกาสการเกิดชนิดรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังการฉีด วัคซีนวัณโรค ผู้ปกครองควรดูแลแผล ติดตามอาการ และรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์หากมีข้อสงสัยหรือมีอาการผิดปกติ ดังนั้นการฉีดวัคซีนวัณโรค ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของรัฐเป็นวิธีที่ปลอดภัยและคุ้มค่าต่อสุขภาพในระยะยาว
อ้างอิงจาก
https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1382620230208093619.pdf
https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=92
https://ddc.moph.go.th/dcd/journal_detail.php?publish=13857
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/march-2025/bacillus-calmette-guerin-bcg-vaccine
https://ddc.moph.go.th/uploads/files/1048320191202064105.pdf
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.