สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

the-child-cries-at-night

เข้าใจทุกสาเหตุของเด็กร้องไห้ตอนกลางคืน พร้อมวิธีแก้ที่ช่วยให้ลูกหลับดีขึ้น

ปัญหาเด็กร้องไห้ตอนกลางคืนเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะในช่วงวัยทารก บางบ้านร้องหลายครั้งต่อคืนจนพ่อแม่แทบไม่ได้พักผ่อน เด็กบางคนร้องจ้าแบบไม่มีสาเหตุ บางคนร้องเป็นเวลาเดิมทุกคืน หรือบางครั้งก็ตื่นขึ้นมาตกใจผวาหรือกรีดร้องแบบควบคุมไม่ได้ การแยกแยะสาเหตุให้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยให้พ่อแม่ตอบสนองลูกได้ตรงจุด ลดความเครียดทั้งเด็กและผู้เลี้ยงดู อีกทั้งยังช่วยคัดแยกว่ากรณีใดเป็นเรื่องปกติ และกรณีใดเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องพบแพทย์โดยด่วน

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

ไขข้อข้องใจ: "เด็กร้องไห้ตอนกลางคืน" ปกติไหม? หรือเป็นสัญญาณความผิดปกติ

เช็ก 3 สาเหตุพื้นฐานแรก: หิว เปียกชื้น หรือ อุณหภูมิห้องไม่พอดี?

"โคลิค" (Colic): เมื่อลูกร้องไห้รุนแรงเป็นเวลาเดิมทุกคืน (3 เดือนร้อยวัน)

ภาวะ "ท้องอืด" และ "กรดไหลย้อน": ตัวการร้ายที่ซ่อนอยู่ทำให้ลูกนอนหลับไม่สนิท

"ฟันขึ้น" (Teething): สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลูกหงุดหงิดตื่นกลางดึก

รู้จักภาวะ "Sleep Regression" (ลูกนอนยากช่วงยืดตัว): ทำไมจู่ๆ ลูกก็ตื่นบ่อย?

ฝันร้าย (Nightmares) VS อาการละเมอผวา (Night Terrors): ต่างกันอย่างไร?

ภาวะ "กลัวการแยกจาก" (Separation Anxiety): เมื่อลูกตื่นมาแล้วไม่เจอพ่อแม่

ผ้าอ้อมกัด กางเกงรัด หรือแมลงกัดต่อย: สำรวจร่างกายลูกให้ละเอียด

5 วิธีกล่อมลูกให้หยุดร้องและหลับต่ออย่างรวดเร็ว (Soothing Techniques)

สัญญาณอันตราย! ร้องไห้แบบไหนที่ "ป่วย" และต้องไปโรงพยาบาลทันที

สร้าง "Bedtime Routine": กุญแจสำคัญป้องกันปัญหาลูกร้องไห้ระยะยาว

ไขข้อข้องใจ: "เด็กร้องไห้ตอนกลางคืน" ปกติไหม? หรือเป็นสัญญาณความผิดปกติ

โดยทั่วไป การที่ เด็กตื่นแร้องไห้ตอนกลางคืน ถือเป็นเรื่องปกติในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะทารกที่มีวงจรการนอนยังไม่สม่ำเสมอ หรือเด็กที่อยู่ในช่วงพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม หากเด็กร้องผิดปกติ เช่น ร้องรุนแรงไม่หยุด เสียงร้องดูเจ็บปวด ซึมลง ไม่กินนม ตัวซีด เหลือง มีไข้สูง อาเจียนมาก หรือมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะเจ็บป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน ทั้งนี้ โรงพยาบาลและสถาบันกุมารเวชศาสตร์มีแนวทางในการประเมินอาการเด็กที่ร้องไห้มากผิดปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองรับมือได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม

เช็ก 3 สาเหตุพื้นฐานแรก: หิว เปียกชื้น หรือ อุณหภูมิห้องไม่พอดี?

เริ่มต้นควรตรวจ 3 จุดง่าย ๆ เหล่านี้ทุกครั้งเมื่อเด็กร้องไห้ตอนกลางคืน เพราะมักเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย

1. หิว

ทารกช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือนยังต้องการกินนมบ่อย ทุก 2–3 ชั่วโมง หากให้ดูดนมแล้วหยุดร้อง มีโอกาสสูงว่าเป็นเพราะหิวจริง การให้นมอย่างสม่ำเสมอและประเมินการดูดถือเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เด็กรู้สึกอิ่มและสบายขึ้น

2. ผ้าอ้อมเปียก อึ หรือระคายเคือง

ผ้าอ้อมที่เปียกชื้นหรือเกิดผื่นแพ้ทำให้เด็กไม่สบายตัว ตื่นบ่อย และร้องไห้ได้ง่าย การเปลี่ยนผ้าอ้อมสม่ำเสมอช่วยลดความรำคาญและทำให้เด็กหลับต่อได้ดีขึ้น

3. อุณหภูมิห้องและการแต่งกายไม่เหมาะสม

ห้องที่ร้อนหรือเย็นเกินไป รวมถึงเสื้อผ้าที่หนาหรือบางเกินไป อาจทำให้เด็กตื่นและร้องกลางดึกได้ง่าย ควรปรับอุณหภูมิให้พอดีและเลือกเสื้อผ้าที่สบายตัว

การตรวจ 3 ข้อนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่ช่วยลดสาเหตุพื้นฐานของเด็กร้องไห้ตอนกลางคืนได้มาก หากเช็กแล้วเด็กยังร้องต่อเนื่อง ค่อยประเมินสาเหตุอื่นที่อาจซับซ้อนขึ้นต่อไป

"โคลิค" (Colic): เมื่อลูกร้องไห้รุนแรงเป็นเวลาเดิมทุกคืน (3 เดือนร้อยวัน)

หนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆของเด็กร้องไห้ตอนกลางคืนคือภาวะโคลิค ลักษณะเด่นคือ

-ร้องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน

-มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์

-ต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์

-มักร้องช่วง เย็น–ค่ำ หรือ ก่อนเที่ยงคืน

-งอแงหน้าแดง ขดตัว งอขา

สาเหตุยังไม่ชัดเจน อาจเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่ไม่สมบูรณ์ หรือการรับสิ่งกระตุ้นเมากเกินไป ส่วนใหญ่จะหายไปเองเมื่ออายุ  3–4 เดือน

ภาวะ "ท้องอืด" และ "กรดไหลย้อน": ตัวการร้ายที่ซ่อนอยู่ทำให้ลูกนอนไม่สนิท

ท้องอืด

ท้องอืดมักเกิดจากการกลืนลมระหว่างดูดนม การเปลี่ยนสูตรนมหรือการย่อยที่ยังไม่สมบูรณ์ของทารก ทำให้ท้องป่อง ผายลมไม่ออก และร้องงอแงได้ง่าย วิธีช่วยเบื้องต้นที่ได้ผลคือการจับอุ้มพาดบ่า ช่วยเรอ ระบายลม และปรับท่าการป้อนนมให้เหมาะสมเพื่อลดอาการไม่สบายตัวของเด็ก

กรดไหลย้อนในทารก

กรดไหลย้อนสามารถทำให้เด็กร้องไห้ตอนกลางคืน ตื่นบ่อย หรือมีอาการสำรอก ไอ และสะดุ้งตื่นกลางดึก แนวทางทางการแพทย์เน้นการซักประวัติอย่างละเอียด การประเมินความรุนแรง และการปรับพฤติกรรมการให้นม เช่น ให้เรอบ่อยขึ้น ป้อนนมในปริมาณพอเหมาะ และจัดท่าให้นั่งตัวตรงหลังมื้อนม หากอาการมีแนวโน้มรุนแรงหรือรบกวนการกินและการนอน อาจจำเป็นต้องให้แพทย์พิจารณาการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย

"ฟันขึ้น" (Teething): สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลูกหงุดหงิดตื่นกลางดึก

ฟันขึ้นเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กวัยประมาณ 6–12 เดือน อาการที่พบได้ ได้แก่ เหงือกบวม แดง น้ำลายมาก ชอบกัดสิ่งของ และอาจตื่นกลางคืนจากความไม่สบายดังกล่าว การบรรเทาอาการทำได้โดยให้เด็กกัดของเย็น นวดเหงือกด้วยนิ้วที่สะอาด และในบางกรณีอาจใช้ยาลดปวดตามคำแนะนำแพทย์ การดูแลส่วนใหญ่เป็นการช่วยบรรเทาอาการจนกว่าฟันจะขึ้นตามธรรมชาติ

รู้จักภาวะ "Sleep Regression" (ลูกนอนยากช่วงยืดตัว): ทำไมจู่ๆ ลูกก็ตื่นบ่อย?

Sleep regression คือช่วงเวลาที่วงจรการนอนของเด็กเปลี่ยนหรือถูกกระทบจากพัฒนาการด้านร่างกายและสมอง เช่น เรียนรู้พลิกตัว คลาน ยืน หรือพูด ทำให้เด็กที่เคยนอนยาวอยู่ดีๆ ตื่นบ่อยและหลับยากขึ้น โดยจุดสำคัญคือมันสัมพันธ์กับช่วงอายุหลายช่วง และมักเป็นชั่วคราว การปรับกิจวัตรก่อนนอนและให้เวลาให้เด็กฝึกทักษะในกลางวันจะช่วยข้ามช่วงนี้ได้ง่ายขึ้น

the-child-cries-at-night

ฝันร้าย (Nightmares) VS อาการละเมอผวา (Night Terrors): ต่างกันอย่างไร?

ฝันร้าย (Nightmares)

-มักเกิดในช่วงครึ่งหลังของคืน (ตี 2–ตี 4)

-เด็กตื่นขึ้นพร้อมความกลัวและตั้งสติได้ ต้องการการปลอบและมักเล่าเหตุการณ์ได้ในเด็กโต

-การปลอบโยน และ การกอดให้รู้สึกปลอดภัยและอยู่ด้วยจนสงบเป็นวิธีการจัดการที่ดีและช่วยให้เด็กหลับต่อได้

อาการละเมอผวา (Night Terrors)

-มักเกิดช่วงครึ่งแรกของคืน ขณะที่เด็กยังอยู่ในช่วงหลับลึก

-เด็กอาจกรีดร้อง ขยับตัวแรง แต่ไม่รู้สึกตัว และไม่สามารถปลอบได้แบบฝันร้าย

-โดยส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย แต่ทำให้ผู้ปกครองตกใจ ควรรักษาความปลอดภัยของที่นอนและรอจนเด็กสงบลงเอง

ทั้งสองภาวะนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการนอนที่อาจทำให้เด็กร้องไห้ตอนกลางคืนได้ แต่อย่างไรก็ดี หากมีอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนเด็ก

ภาวะ "กลัวการแยกจาก" (Separation Anxiety): เมื่อลูกตื่นมาแล้วไม่เจอพ่อแม่

ภาวะกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety) เป็นพัฒนาการปกติในเด็กตั้งแต่อายุ 6–8 เดือน และขยายชัดในช่วง 18–24 เดือน ภาวะนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กร้องไห้ตอนกลางคืนและเรียกหาแม่พ่ออย่างหนัก หากไม่ได้รับการตอบสนองอาจทำให้ยิ่งตื่นและร้องมากขึ้น การสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่มั่นคง การค่อยๆ ฝึกให้อยู่ห่างจากผู้ปกครองในช่วงกลางวันในลักษณะที่ปลอดภัย และการให้การปลอบโยนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ตามหลักการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

ผ้าอ้อมกัด กางเกงรัด หรือแมลงกัดต่อย: สำรวจร่างกายลูกให้ละเอียด

แม้จะเป็นสาเหตุเล็ก ๆ แต่ผื่นจากผ้าอ้อม ขอบผ้าอ้อมที่เสียดสีผิวกางเกงหรือผ้าอ้อมที่รัดแน่นไปจนถึงแมลงกัดต่อย อาจทำให้เด็กตื่นและร้องไห้ได้ จึงควรตรวจร่างกายเด็ก และอุปกรณ์เครื่องนอนอย่างละเอียดทุกครั้ง เช่น ตรวจผิวหนัง ผ้าอ้อม และบริเวณที่อาจถูกรัดหรือมีแมลงติดมา เป็นต้น การสำรวจร่างกายเป็นขั้นตอนง่ายๆ ที่มักถูกมองข้ามแต่ให้ผลเร็วในการแก้ปัญหาเด็กร้องไห้ตอนกลางคืน

5 วิธีกล่อมลูกให้หยุดร้องและหลับต่ออย่างรวดเร็ว (Soothing Techniques)

นี่คือเทคนิคที่ใช้งานได้จริงและมักแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ, โรงพยาบาลและที่ปรึกษาด้านทารก

1.เทคนิค 5S (Swaddle – Side – Swing – Shush – Suck)  วิธีนี้ช่วยลดการสะดุ้งและปลอบทารกแรกเกิดได้ดี

2.อุ้มแนบอก การอุ้มแนบหน้าอกและเสียงหัวใจผู้ปกครองช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัยและสงบ

3.เปิดเสียง White noise เสียงเต้นหัวใจหรือเสียงขาวช่วยกลบเสียงอื่น ๆ และเลียนแบบสภาพในครรภ์ ทำให้เด็กหลับง่ายขึ้น

4.การนวด/ลูบหลังเบาๆ การสัมผัสแบบมีแบบแผนช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและยังเป็นการปลอบโยน

5.กำหนดกิจวัตรก่อนนอนที่คงที่ อย่างการอาบน้ำ ดูแลร่างการให้อบอุ่น สบายตัว เล่านิทาน เปิดไฟสลัว ปิดจอ และลดการกระตุ้นก่อนนอน จะช่วยลดการตื่นกลางคืนในระยะยาวได้

หลายเทคนิคข้างต้นสนับสนุนโดยแนวทางการดูแลทารกและโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งเน้นการตอบสนองอย่างอบอุ่นและสม่ำเสมอเพื่อลดเหตุเด็กร้องไห้ตอนกลางคืน

สัญญาณอันตราย! ร้องไห้แบบไหนที่ "ป่วย" และต้องไปโรงพยาบาลทันที

พาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับเด็กร้องไห้ตอนกลางคืน

-ไข้สูงหรือมีอาการตัวร้อนมาก วัดไข้ แล้วอุณหภูมิร่างกาย สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส

-ซึม กินนมน้อยหรือไม่ยอมดูดนมเลย

-หายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือมีอกบุ๋มใช้กล้ามเนื้อท้องช่วยหายใจ

-อาเจียนรุนแรงหรืออาเจียนพุ่ง

-สีผิวเปลี่ยนหรือหน้าซีดอย่างมาก

-ชักหรือแขนขาเกร็ง

-ร้องมากไม่หยุดเป็นเวลานานกว่าหลายชั่วโมง ปลอบแล้วไม่สงบ

สร้าง "Bedtime Routine": กุญแจสำคัญป้องกันปัญหาลูกร้องไห้ระยะยาว

กิจวัตรก่อนนอนที่สม่ำเสมอช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว ตัวอย่างกิจวัตรก่อนนอนที่แนะนำ

1.อาบน้ำหรืออาบน้ำอุ่น ให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว

2.นวดตัวเบาๆ หรือนวดเท้าเพื่อลดความตึงเครียด

3.ใส่ผ้าอ้อมสะอาดและชุดนอนสบาย ๆ

4.เล่านิทานหรือพูดคุยเสียงเบา 5–10 นาที

5.เปิดเสียง white noise หรือเพลงบรรเลงสั้นๆ

6.วางเด็กลงขณะง่วงแต่ยังไม่หลับสนิท เพื่อฝึกให้ลูกหลับเอง

การฝึกกิจวัตรก่อนนอนแบบนี้จะช่วยลดภาวะ sleep regression และ separation anxiety ในระยะยาว และช่วยลดเหตุการณ์เด็กร้องไห้ตอนกลางคืนที่มีสาเหตุมาจากนิสัยการนอน

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x