สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

thalassemia

รู้จักโรคธาลัสซีเมีย: โรคเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ไม่ควรมองข้าม

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เป็นพาหะโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจเริ่มจากแค่ซีด เหนื่อยง่าย แล้วก็ปล่อยผ่านไป หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ลองมาทำความรู้จักโรคธาลัสซีเมียนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

โรคเลือดที่หลายคนไม่รู้จัก : ธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ แตกง่าย และมีอายุสั้นกว่าปกติ เมื่อเม็ดเลือดแดงน้อยลง ร่างกายก็ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะซีด หรือที่เรียกว่า "โรคเลือดจาง" นั่นเอง แม้โรคนี้จะเกี่ยวกับเม็ดเลือด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้

ธาลัสซีเมีย มี 2 แบบ คือ

1. เป็นพาหะ มียีนธาลัสซีเมียเพียง 1 ยีน ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ พาหะไม่มีอาการและมีสุขภาพแข็งแรง แต่สามารถตรวจวินิจฉัยได้โดยการตรวจเลือดวิธีพิเศษทางห้องปฏิบัติการ

2. เป็นโรค โดยรับยีนธาลัสซีเมียมาจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้แสดงอาการของโรค

อาการเริ่มต้นของโรคธาลัสซีเมียที่คุณอาจมองข้าม

อาการของธาลัสซีเมียมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไปแล้ว มักมีอาการดังนี้:

- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: รู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรงอยู่ตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม

- ซีด: สังเกตได้จากสีผิวที่ซีดลง โดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุตา ริมฝีปาก และเล็บ

- ตาเหลือง ตัวเหลือง: เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบินจากเม็ดเลือดแดงที่แตกได้ทัน

- ปัสสาวะสีเข้ม: อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงที่แตก แล้วถูกขับออกมาทางปัสสาวะ

- เจริญเติบโตช้าในเด็ก: เด็กที่เป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงอาจมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ

- ท้องป่อง: เกิดจากตับและม้ามโต ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดเม็ดเลือดแดงที่แตก

สาเหตุทางพันธุกรรมของธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างฮีโมโกลบิน (โปรตีนสำคัญในเม็ดเลือดแดง) การถ่ายทอดมี 3 รูปแบบหลัก ๆ:

- พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นพาหะ: ลูกมีโอกาส 50% ที่จะเป็นพาหะ (ไม่แสดงอาการรุนแรง แต่สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติให้ลูกต่อไปได้) และ 50% ที่จะไม่เป็นอะไรเลย

- พ่อและแม่ทั้งคู่เป็นพาหะ: ลูกมีโอกาส 25% ที่จะเป็นโรคชนิดรุนแรง, 50% ที่จะเป็นพาหะ และ 25% ที่จะไม่เป็นอะไรเลย

- พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคชนิดรุนแรง: การถ่ายทอดจะมีความซับซ้อนขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและยีนที่ผิดปกติ

ประเภทของโรคธาลัสซีเมีย: อัลฟา vs เบต้า ต่างกันอย่างไร?

ธาลัสซีเมีย แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ตามชนิดของสายโปรตีนที่ผิดปกติในการสร้างฮีโมโกลบิน:

1. อัลฟ่า-ธาลัสซีเมีย (Alpha-Thalassemia): เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างสายอัลฟาของฮีโมโกลบิน มีความรุนแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่เป็นพาหะ (ไม่แสดงอาการ) ไปจนถึงชนิดรุนแรงมากที่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำในทารกในครรภ์และเสียชีวิตตั้งแต่กำเนิด

2. เบต้า-ธาลัสซีเมีย (Beta-Thalassemia): เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการสร้างสายเบต้าของฮีโมโกลบิน มีความรุนแรงเช่นกัน ตั้งแต่เป็นพาหะไปจนถึงชนิดรุนแรงที่ต้องได้รับการถ่ายเลือดเป็นประจำ

thalassemia

ทางเลือกในการรักษาโรคธาลัสซีเมียในปัจจุบัน

ปัจจุบัน การรักษาธาลัสซีเมียมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ได้แก่

- การถ่ายเลือด: เป็นวิธีหลักในการรักษาผู้ป่วยชนิดรุนแรง เพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินในร่างกาย

- การให้ยาขับเหล็ก: เนื่องจากผู้ป่วยที่ถ่ายเลือดบ่อย ๆ จะมีการสะสมของธาตุเหล็กในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ

- การปลูกถ่ายไขกระดูก: เป็นการรักษาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในบางกรณี แต่ต้องหาผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากันได้

- การให้โฟลิกแอซิด: เพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง

- การรักษาตามอาการ: เช่น การให้ยาแก้ปวด การผ่าตัดม้ามในกรณีที่ม้ามโตมาก

การถ่ายทอดทางพันธุกรรมและการตรวจคัดกรองก่อนมีบุตร

การตรวจคัดกรองก่อนมีบุตรเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคู่รักที่วางแผนจะมีลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติครอบครัวเป็นธาลัสซีเมีย การตรวจนี้จะช่วยให้ทราบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของโรคหรือไม่ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรค และสามารถวางแผนครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

ผลกระทบของธาลัสซีเมียต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้หลายด้าน เช่น

- ภาวะแทรกซ้อนจากเหล็กเกิน หากมีการสะสมของธาตุเหล็กมากเกินไป อาจทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ต่อมไร้ท่อ

- ต้องรักษาต่อเนื่องและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ส่งผลต่อการเรียนหรือการทำงานในบางกรณี

- ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อภาวะจิตใจและครอบครัวในระยะยาว

โภชนาการและการดูแลผู้ป่วยธาลัสซีเมียในชีวิตประจำวัน

ผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียส่วนใหญ่มักมีสุขภาพเป็นปกติ ไม่มีอาการของโรคและไม่ต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ แต่การดูแลโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยธาลัสซีเมียเช่นกัน 

- ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นทาน ผัก ผลไม้ ไข่ นม หรือน้ำนมถั่วเหลือง

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เลือด ตับ เครื่องในสัตว์

- ออกกำลังกายเบาๆ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

- หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง

- ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ เนื่องจากฟันจะผุง่าย

- ไม่ควรซื้อยาหรือวิตามินบำรุงเลือดมาทานเอง เพราะยาอาจมีธาตุเหล็กผสมอยู่และอันตรายต่อร่างกาย

- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาขับเหล็ก

- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว

โรคแทรกซ้อนที่มักเกิดร่วมกับธาลัสซีเมีย

นอกเหนือจากภาวะซีดแล้ว ผู้ป่วยธาลัสซีเมียอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ ได้แก่

- กระดูกพรุน/กระดูกบาง: เกิดจากการทำงานของไขกระดูกที่ผิดปกติ

- นิ่วในถุงน้ำดี: เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกตัวมากเกินไป

- หัวใจวาย: หากมีภาวะเหล็กเกินที่หัวใจ

- เบาหวาน: หากมีภาวะเหล็กเกินที่ตับอ่อน

- การติดเชื้อ: โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดม้าม

ธาลัสซีเมียในเด็ก: สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้

หากลูกเป็นธาลัสซีเมีย พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น 

- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์

- พาไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อรับการรักษาและการตรวจติดตามอาการ

- ให้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: โดยเฉพาะยาขับเหล็ก

- ดูแลเรื่องโภชนาการและสุขอนามัย: เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อ

- ให้กำลังใจและสร้างความเข้าใจ: เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x