สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

skin-diseases-in-children

รู้จักโรคผิวหนังในเด็ก อาการยอดฮิตที่ต้องดูแล

ผิวของเด็กนั้นบอบบางและพัฒนาไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ จึงเสี่ยงต่อโรคผิวหนังได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นจากภูมิแพ้ ความร้อน หรือการติดเชื้อ เราจะช่วยให้คุณเข้าใจโรคผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก อาการ วิธีป้องกัน และแนวทางดูแลเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ผิวของลูกน้อยสุขภาพดีและแข็งแรง

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

ทำความรู้จัก "โรคผิวหนังในเด็ก" ทำไมลูกน้อยถึงเป็นกันบ่อย?

"ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง" (Atopic Dermatitis): โรคยอดฮิตที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ

"ผดร้อน" (Heat Rash): ปัญหาผิวในหน้าร้อนที่กวนใจลูกน้อย

"ผื่นผ้าอ้อม": ป้องกันอย่างไรไม่ให้ก้นลูกแดงและอักเสบ

"โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง" (Impetigo): แผลพุพอง น้ำเหลืองเยิ้ม ต้องระวัง

"กลาก เกลื้อน และเชื้อรา": โรคผิวหนังในเด็กที่มากับความอับชื้น

"ไข้ออกผื่น": สังเกตอย่างไร? หัด ส่าไข้ หรือมือเท้าปาก

แยกให้ออก! ลักษณะผื่นแบบไหน บอกโรคอะไรได้บ้าง?

การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็ก: สบู่ โลชั่น แบบไหนอ่อนโยนที่สุด

วิธีดูแลผิวลูกเบื้องต้นที่บ้าน ให้ห่างไกล "โรคผิวหนังในเด็ก"

สัญญาณอันตราย! "โรคผิวหนังในเด็ก" แบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์

สรุป: ผิวลูกบอบบาง การป้องกันและการรักษาความสะอาดคือหัวใจสำคัญ

ทำความรู้จัก "โรคผิวหนังในเด็ก" ทำไมลูกน้อยถึงเป็นกันบ่อย?

โรคผิวหนังในเด็กพบได้บ่อย เพราะผิวของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ ผิวเด็กมีลักษณะบางกว่า, เกราะป้องกันผิวยังอ่อนแอ, และสูญเสียน้ำได้ง่าย ทำให้ผิวระคายเคืองจากสิ่งรอบตัวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อ, ความร้อน, ฝุ่น, สารเคมี, หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางชนิด

ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จึงมักเห็นผื่นขึ้นบ่อย แม้หลายครั้งโรคผิวหนังในเด็กจะไม่ร้ายแรงและหายได้เอง แต่บางชนิดอาจเป็นสัญญาณของ โรคผิวหนังเฉียบพลัน, ภูมิแพ้ผิวหนัง, หรือโรคผิวหนังเรื้อรังที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

ในกรณีที่ผื่นเป็นบ่อยผิดปกติ รุนแรง คันมาก มีน้ำเหลือง หรือไม่ดีขึ้น ควรพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเด็ก เพื่อประเมินหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

"ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง" (Atopic Dermatitis): โรคยอดฮิตที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง พบได้บ่อยในเด็ก และมักมีลักษณะ คัน-แห้ง-แดง สาเหตุของโรคอาจมาจากพันธุกรรม เช่น ครอบครัวมีภูมิแพ้ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม 

แนวทางการรักษา มีแนวทางการดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังตามคำแนะนำทางการแพทย์ รวมถึงการให้ความชุ่มชื้น, ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ หรือยากดภูมิคุ้มกัน แนะนำว่าพ่อแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน ไม่มีสารระคายเคือง และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดเพื่อป้องกันผิวแห้ง

"ผดร้อน" (Heat Rash): ปัญหาผิวในหน้าร้อนที่กวนใจลูกน้อย

ผดร้อน เป็นโรคผิวหนังในเด็กที่พบบ่อย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น เมื่อรูขุมขนหรือท่อเหงื่ออุดตัน ทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติประเภทของผดร้อน

1) มิลิอาเรีย คริสตัลลินา (Miliaria crystallina)ตุ่มใสเล็ก ๆ คล้ายหยดน้ำ ไม่ค่อยคัน และมักไม่ทำให้เด็กงอแง

2) มิลิอาเรีย รูบรา (Miliaria rubra) ผื่นเม็ดแดง คัน หรือแสบยิบ ๆ มักขึ้นบริเวณหน้าผาก,คอ, ข้อพับ, หน้าอก หรือ หลัง

3) ตุ่มหนอง (หากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน)

วิธีดูแลเบื้องต้นให้เด็กอยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี, ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว, สวมเสื้อผ้าบาง ๆที่ระบายอากาศ หากอาการคันมาก อาจใช้คาลาไมน์ทาตามคำแนะนำแพทย์ แต่หากมีตุ่มหนองหรือแผลติดเชื้อควรพบแพทย์ผิวหนังเด็กทันที

"ผื่นผ้าอ้อม": ป้องกันอย่างไรไม่ให้ก้นลูกแดงและอักเสบ

ผื่นผ้าอ้อม (Diaper rash) เป็นโรคผิวหนังในเด็กที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะทารกที่ใช้ผ้าอ้อมเป็นประจำ สาเหตุหลักมาจากความอับชื้น การเสียดสี และการสัมผัสกับสารระคายเคืองในปัสสาวะหรืออุจจาระแนวทางป้องกัน

-เปลี่ยนผ้าอ้อมให้บ่อย เพื่อลดเวลาที่ผิวสัมผัสกับความชื้น

-หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้เช็ดผิวเบา ๆ แล้วซับให้แห้งก่อนใส่ผ้าอ้อมใหม่

-ในบางกรณีที่ผื่นแดงมาก อักเสบ หรืออาจมีเชื้อราแทรก แพทย์อาจให้ครีมรักษาเฉพาะทาง

"โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง" (Impetigo): แผลพุพอง น้ำเหลืองเยิ้ม ต้องระวัง

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง (Impetigo) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นตื้น พบบ่อยในเด็กเล็ก เพราะผิวเด็กบอบบางและมักมีรอยถลอกหรือแผลเล็ก ๆ ที่เป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย อาการของโรคเริ่มจาก ตุ่มแดง คัน ก่อนจะพัฒนาเป็น ตุ่มพุพองที่แตกง่าย มีน้ำเหลืองซึม และสุดท้ายกลายเป็น สะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง 

การรักษา : มักใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทา สำหรับผื่นที่ไม่กว้างมาก แต่ถ้าแผลลามหลายจุดหรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้ ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมด้วย  การรักษาให้ครบตามที่แพทย์สั่งเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น 

การดูแลป้องกัน : ควรความสะอาดผิวหนังเด็ก อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการให้เด็ก เกาหรือแกะสะเก็ดแผล เพราะอาจทำให้ลุกลามหรือแพร่เชื้อได้ง่ายแยกผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือของใช้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในสมาชิกคนอื่นหากผื่น มีขนาดใหญ่ กระจายหลายจุด หรือไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน ควรพาไปพบแพทย์ผิวหนังเด็กหรือกุมารแพทย์

"กลาก เกลื้อน และเชื้อรา": โรคผิวหนังในเด็กที่มากับความอับชื้น

เชื้อราที่ผิวหนังเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังในเด็กที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในบริเวณที่อับชื้น เช่น ข้อพับ แขน ขา มีลักษณะผื่นของเชื้อรามักเป็นวง ขอบชัดเจน อาจมีการลอกหรือสะเก็ด สามารถใช้ยาทารักษาเชื้อราตามคำแนะนำแพทย์ และควรรักษาความสะอาดให้ผิวแห้ง, หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือใช้ผ้าเช็ดตัวกับผู้อื่น, เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ

"ไข้ออกผื่น": สังเกตอย่างไร? หัด ส่าไข้ หรือมือเท้าปาก

บางครั้งโรคผิวหนังในเด็ก อาจไม่ใช่แค่โรคผิว แต่เป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียซึ่งหากเป็นไข้ออกผื่น คือภาวะที่เด็กมีไข้ร่วมกับผื่น เช่น หัด ส่าไข้ออกผื่น หรือมือเท้าปาก เด็กมักเริ่มมีไข้ก่อนแล้วจึงมีผื่นตามมา โดยลักษณะผื่นและอาการร่วม เช่น ไอ น้ำมูก ท้องเสีย หรือแผลในปาก ช่วยบอกว่าเป็นโรคใด หากเด็กมีไข้และผื่นพร้อมกัน ควรสังเกตผื่นว่ามีจุดเล็ก ผื่นปื้น หรือตุ่มน้ำ และควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

แยกให้ออก! ลักษณะผื่นแบบไหน บอกโรคอะไรได้บ้าง?

ผิวแห้ง / แดง / คัน อาจบ่งชี้โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

-ตุ่มแดง / ตุ่มใสตามร่างกาย โดยเฉพาะในอากาศร้อน อาจบ่งชี้โรคผดร้อน

-แผลพุพอง / สะเก็ดสีเหลือง อาจบ่งชี้โรคติดเชื้อแบคทีเรีย

-ผื่นเป็นวง ขอบชัด ลอก อาจบ่งชี้โรคเชื้อรา (กลาก / เกลื้อน)

-จุดด่างขาวบนผิว โดยเฉพาะใบหน้า อาจบ่งชี้โรคผิวด่างขาว (Pityriasis alba)

การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็ก: สบู่ โลชั่น แบบไหนอ่อนโยนที่สุด

เนื่องจากโรคผิวหนังในเด็กหลายชนิดเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการอักเสบ จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน โดยทำการเลือกสบู่เด็กหรือเจลอาบน้ำที่ pH ใกล้เคียงผิว (pH-balanced 5.5–6.5) ปราศจากน้ำหอม สี พาราเบน แอลกอฮอล์หรือสารลดแรงตึงผิวที่ระคายเคืองสูง เช่น SLS, SLES เนื้อสัมผัสอ่อนโยน ภายหลังจากอาบน้ำควรทาโลชั่น เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว เลือกไม่มีน้ำหอมและสารระคายเคือง สารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น ceramide, glycerin, hyaluronic acid, petrolatumเนื้อครีมหรือบาล์มเหมาะสำหรับผิวแห้งมากหรือเด็กที่มีปัญหาภูมิแพ้ผิวหนัง เพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว และลดโอกาสผิวแห้ง  ซึ่งสำคัญมากในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ถ้าเด็กมีโรคผิวหนังเรื้อรังให้เลือกโลชั่น ที่แพทย์แนะนำ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้ผิวอักเสบ

วิธีดูแลผิวลูกเบื้องต้นที่บ้าน ให้ห่างไกล "โรคผิวหนังในเด็ก"

1.อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน : ใช้น้ำอุ่นพอดี ๆ (ไม่ร้อนเกินไป) และเลือกสบู่หรือเจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมและสารที่อาจก่อการระคายเคือง

2.เช็ดตัวเบา ๆ และทาโลชั่นทันทีขณะผิวยังหมาด : ทาโลชั่นหรือครีมบำรุงภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิว

3.เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ๆ : ช่วยลดความชื้นสะสม ป้องกันผื่นผ้าอ้อม และลดการระคายเคืองผิวในบริเวณอับชื้น

4. เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี :เน้นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ไม่ระคายเคืองผิว โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรือเมื่อลูกเหงื่อออกง่าย

5. ระวังสิ่งกระตุ้นจากภายนอก : หลีกเลี่ยงแสงแดดแรง ฝุ่น ควัน และผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง เช่น ผงซักฟอกที่ไม่เหมาะกับเด็ก

6. ตัดเล็บลูกให้สั้น : ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกาจนเป็นแผล และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง

สัญญาณอันตราย! "โรคผิวหนังในเด็ก" แบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์

-ผื่นที่มีแผลพุพอง น้ำเหลือง หรือหนอง อาจเป็นแบคทีเรีย

-ผื่นคันมากจนเด็กเกาจนถลอกหรือมีเลือด

-ผื่นร่วมกับไข้สูง หรืออาการระบบอื่น เช่น หายใจลำบาก, อาเจียน

-ผื่นไม่ดีขึ้นภายในเวลาที่ควร หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย

-ผื่นที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเฉพาะทาง เช่น เชื้อรา, กลาก, โรคทางพันธุกรรม

สรุป: ผิวลูกบอบบาง การป้องกันและการรักษาความสะอาดคือหัวใจสำคัญ

โรคผิวหนังในเด็กเป็นกลุ่มโรคที่หลากหลาย ตั้งแต่ผื่นธรรมดาไปจนถึงโรคติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง การสังเกตอาการอย่างถูกต้อง รู้จักลักษณะผื่น และเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน คือก้าวแรกในการดูแล การให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาด ลดความชื้น เป็นวิธีพื้นฐานป้องกันโรคผิวหนังในเด็ก หากมีอาการผิดปกติหรือผื่นไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบกุมารแพทย์ผิวหนัง หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังเด็ก

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x