สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ตรวจสอบบทความโดย: ศุภลักษณ์ อารีมิตร
การพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น 1
เด็กตาแดง (Conjunctivitis) เป็นปัญหาสุขภาพตาที่พบบ่อยในเด็ก ทั้งในวัยทารก เด็กเล็ก ไปจนถึงวัยเรียน อาการตาแดงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อ การแพ้สารก่อภูมิแพ้ ไปจนถึงการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม แม้อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ก็มีบางกรณีที่อาจเป็นสัญญาณอันตราย จำเป็นต้องพาเด็กไปพบจักษุแพทย์ทันที
สาเหตุของเด็กตาแดง
1.การติดเชื้อไวรัส พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเชื้ออะดีโนไวรัส (Adenovirus) ที่ติดต่อได้ง่าย มักมีอาการคล้ายหวัด น้ำตาไหลใส ๆ และเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อนจะลามไปอีกข้าง
2.การติดเชื้อแบคทีเรีย พบมากในเด็ก มักมีขี้ตาเป็นหนองสีเหลือง–เขียว หนังตาติดกันตอนเช้า และจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง
3.ภูมิแพ้ (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้) มักเกิดจากไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้ อาการเด่นคือคันตามาก น้ำตาใส และมักมีอาการภูมิแพ้อื่นร่วม เช่น น้ำมูกไหล จาม
4.การระคายเคืองสิ่งแวดล้อม ฝุ่น ควัน มลพิษ คลอรีนในสระว่ายน้ำ หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้ตาแดง ระคายเคือง แต่จะดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
5.ในทารกแรกเกิด อาจเกิดจากท่อน้ำตาอุดตัน หรือได้รับเชื้อจากระหว่างคลอด หากปล่อยไว้เสี่ยงติดเชื้อรุนแรง ควรรีบพบแพทย์
ตาแดงจากการติดเชื้อ (ไวรัส/แบคทีเรีย)
-ตาแดงจัด ขี้ตาเยอะ ข้น สีเหลือง–เขียว
-หนังตาติดกันในตอนเช้า
-อาจแพ้แสง มีต่อมน้ำเหลืองโต
-ติดต่อได้ง่าย
ตาแดงจากภูมิแพ้หรือสิ่งระคายเคือง
-ขี้ตาน้อยหรือแทบไม่มี
-อาการคันตามาก น้ำตาใส
-มักมีอาการภูมิแพ้อื่นร่วม เช่น จาม น้ำมูกไหล
-ไม่ติดต่อ
โดยสรุปแล้ว ตาแดงจากการติดเชื้อมักมีขี้ตาหนาและติดต่อได้ ส่วนภูมิแพ้จะคันมาก ไม่ติดเชื้อ และมักมีอาการภูมิแพ้อื่นร่วมด้วย
ภูมิแพ้ขึ้นตาในเด็กมักเกิดจากไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ฯลฯ ส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบ เด็กตาแดง คัน น้ำตาไหล และตาบวม อาการเหล่านี้อาจเกิดเฉียบพลัน (ทันทีเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้) หรือเป็นตามฤดูกาล (ในช่วงที่มีละอองเกสรสูง) การรักษามักใช้ยาแก้แพ้หรือต้านฮีสตามีน และควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
-ปวดตาอย่างรุนแรง มองไม่ชัด หรือแพ้แสงมาก
-หนังตาบวมจนลืมตาไม่ได้ หรือมีขี้ตามากคล้ายหนอง
-อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน (หากติดเชื้อไวรัส) หรือไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง (หากติดเชื้อแบคทีเรีย)
-เด็กมีไข้สูง อ่อนเพลีย หรือมีอาการหวัดรุนแรง
-ทารกแรกเกิดมีตาแดงหรือขี้ตา ควรพบแพทย์ทันที
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและอาจให้การรักษาแตกต่างกันไป เช่น
-ติดเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่หายเองใน 1–2 สัปดาห์ แพทย์อาจให้ใช้น้ำตาเทียมหรือประคบเย็นเพื่อบรรเทา
-ติดเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาหรือขี้ผึ้งป้ายตาตามคำสั่งแพทย์
-ภูมิแพ้ ใช้ยาหยอดตาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
-ทารกแรกเกิด หากเกิดจากท่อน้ำตาอุดตัน แพทย์จะแนะนำวิธีนวดบริเวณหัวตา แต่ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะในการรักษาโดยเร็ว
-ฝึกให้เด็ก ล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี
-หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
-ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าเช็ดตัวบ่อย ๆ ด้วยน้ำร้อน
-งดการว่ายน้ำหากเด็กตาแดง
-หากเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ควรงดไปโรงเรียนจนกว่าจะหาย
-ป้องกันฝุ่น ควัน และสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม
-เด็กตาแดงมีอาการ ปวดตามาก, มองไม่ชัด, แพ้แสงแบบรุนแรง หรือ ตามัว
-มีขี้ตาเป็นหนองมาก ทำให้ตาปิด หรือลืมตาไม่ได้ในช่วงเช้า
-อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน (ไวรัส) หรือ 24 ชั่วโมง (แบคทีเรีย)
-มีไข้สูงหรืออาการระบบอื่น เช่น อ่อนเพลีย
-เป็นในทารกแรกเกิด ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เด็กตาแดง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภูมิแพ้ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสังเกตอาการร่วมและความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางกรณีอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องสุขอนามัยของลูก หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และป้องกันการแพร่เชื้อ หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือพบอาการรุนแรง ควรรีบพาเด็กไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง
อ้างอิงจาก
https://www.cdc.gov/conjunctivitis/causes/index.html
https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/pink-eye-conjunctivitis
https://inzhospital.com/blog/eye-diseases/allergic-conjunctivitis/
https://www.cdc.gov/conjunctivitis/signs-symptoms/index.html
https://www.bpk9internationalhospital.com/care_blog/content/Conjunctivitis
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.