สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

อาการ สาเหตุ ผื่นร้อนในเด็ก (ผดร้อน) และวิธีดูแลให้ลูกสบายตัว

เมื่ออากาศร้อนชื้น หรือเมื่อลูกเล็กเหงื่อออกมาก ผื่นร้อน (heat rash) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ผดร้อน เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนอาจเจอ แม้จะไม่ร้ายแรง แต่ผื่นร้อนในเด็กก็ทำให้เด็กไม่สบายตัว ร้อน คัน หรือแม้แต่ระคายเคืองผิวได้ในบางครั้ง บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า ผื่นร้อนคืออะไร, ทำไมเด็กถึงเป็นบ่อย, แล้วเราจะดูแลได้อย่างไรให้หายเร็วและไม่ลามเป็นเรื่องใหญ่

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

“ผื่นร้อนในเด็ก” คืออะไร?ทำไมชอบขึ้นใน “เด็ก” มากกว่าผู้ใหญ่?

เจาะลึกสาเหตุ: ทำไม "ผื่นร้อน" ถึงชอบขึ้นใน "เด็ก" มากกว่าผู้ใหญ่?

เช็กลิสต์จุดอับ! 5 บริเวณยอดฮิตที่ “ผื่นร้อนในเด็ก” ชอบขึ้น

แยกให้ออก! “ผื่นร้อน” VS “ผื่นภูมิแพ้” และ “ผื่นแพ้นมวัว” ดูอย่างไร?

7 วิธีดูแลลูกเบื้องต้น เมื่อ “ผื่นร้อน” บุก! (ทำได้เองที่บ้าน)

“แป้งเด็ก” ช่วยแก้ “ผื่นร้อนในเด็ก” ได้จริงหรือ? หรือยิ่งทำให้อุดตัน?

10 เคล็ดลับ “ป้องกัน” ผื่นร้อน: ทำอย่างไรให้ลูกสบายตัวแม้ในวันที่อากาศอบอ้าว

ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ “ควรใช้” และ “ควรเลี่ยง” เมื่อลูกเป็นผื่นร้อน

ผื่นร้อนแบบไหนที่กลายเป็น "ผื่นติดเชื้อ" (มีตุ่มหนอง)?

อาหารมีผลต่อการเกิด “ผื่นร้อน” หรือไม่?

4 สัญญาณเตือน! “ผื่นร้อนในเด็ก” ที่ห้ามรอดูอาการ – ต้องรีบไปพบแพทย์

สรุป: “ผื่นร้อน” หายได้เองหรือไม่? ใช้เวลานานแค่ไหน?

"ผื่นร้อนในเด็ก" (ผดร้อน) คืออะไร? และมีลักษณะอย่างไร?

ผื่นร้อนในเด็ก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า miliaria (ผดร้อน) เป็นภาวะที่ต่อมเหงื่อของผิวหนังอุดตัน ทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ บนผิวหนัง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น ความชื้นสูง หรือเมื่อเด็กเหงื่อออกมาก แล้วรูขุมขนไม่สามารถปล่อยเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผดร้อนสามารถแบ่งเป็นหลายชนิด ได้แก่

-Miliaria crystallina ตุ่มใสขนาดเล็กมาก (ประมาณ 1–2 มม.) แตกง่าย มักไม่คัน 

-Miliaria rubra ตุ่มแดง (2–4 มม.) คันหรือแสบ

-Miliaria pustulosa เมื่อมีการอักเสบมาก อาจกลายเป็นตุ่มหนองได้

-Miliaria profunda ตุ่มนูนสีขาวหรือแดง เกิดในผิวชั้นลึก

ผื่นร้อนในเด็กมักเห็นตุ่มเล็กแดงหรือใส ขึ้นตามจุดที่อับชื้น เช่น คอ หลัง ข้อพับ แขน ขา เป็นต้น

เจาะลึกสาเหตุ: ทำไม "ผื่นร้อน" ถึงชอบขึ้นใน "เด็ก" มากกว่าผู้ใหญ่?

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ผื่นร้อนในเด็กเป็นเรื่องที่พบบ่อย

1.ต่อมเหงื่อและท่อเหงื่อในเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารก ท่อเหงื่ออาจยังทำงานไม่สม่ำเสมอหรือไม่เปิดปิดได้ดีเหมือนผู้ใหญ่

2.เหงื่อสะสมง่าย เด็กอาจเหงื่อออกมากในสภาพอากาศร้อนชื้น แล้วหากระบายอากาศไม่ดี เหงื่อจะสะสมใต้ผิว จึงเสี่ยงต่อการเกิดผดร้อน

3.เสื้อผ้า หากใส่เสื้อผ้าหลายชั้นหรือใช้ผ้าสังเคราะห์ที่ไม่ระบายอากาศดี จะเพิ่มโอกาสอับเหงื่อและอุดตันต่อมเหงื่อ

4.ความร้อนภายนอก อากาศร้อนจัด ภูมิอากาศชื้น หรือการอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ทำให้ร่างกายพยายามระบายความร้อนมากขึ้น แต่ถ้าทู้เหงื่ออุดตัน ก็เกิดผื่นร้อนในเด็กได้ง่าย

เช็กลิสต์จุดอับ! 5 บริเวณยอดฮิตที่ "ผื่นร้อนในเด็ก" ชอบขึ้น

บริเวณที่นิยมพบ ผื่นร้อนในเด็ก ได้แก่

1.รอยพับบริเวณคอ 

2.ข้อพับแขนและขา

3.รักแร้

4.หลังหรือหน้าอก

5.บริเวณที่เสื้อผ้าสัมผัสผิวอย่างแนบชิด เช่น ใต้สายเสื้อ หรือใต้ร่มผ้า

จุดยอดฮิตเหล่านี้ช่วยให้ผู้ปกครองสังเกตผื่นร้อนในเด็กได้เร็วและจัดการได้ทันท่วงที

แยกให้ออก! "ผื่นร้อน" VS "ผื่นภูมิแพ้" และ "ผื่นแพ้นมวัว" ดูอย่างไร?

เมื่อเด็กมีผื่นขึ้น พ่อแม่หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นผดร้อน ผื่นภูมิแพ้ หรือผื่นแพ้นมวัว การแยกความแตกต่างจึงเป็นเรื่องสำคัญ *เพื่อการดูแลที่ถูกต้อง*

- ผดร้อน (ผื่นร้อนในเด็ก)  

  สาเหตุ: การอุดตันของต่อมเหงื่อ  

  ลักษณะ: เกิดตุ่มแดงหรือตุ่มใส มักขึ้นในจุดอับ เมื่ออากาศร้อนเหงื่อสะสม  

  ระยะ: อาการมักดีขึ้นเมื่ออากาศเย็นลง

- ผื่นภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis)  

  สาเหตุ: ปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทำให้ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง  

  ลักษณะ: ผิวแห้ง แดง คัน มีขุย หรือตกสะเก็ด และอาจแตกเป็นแผล  

  ระยะ: มักเป็นเรื้อรัง และกลับมาเป็นซ้ำได้

- ผื่นแพ้นมวัว  

  สาเหตุ: ภูมิแพ้ต่อโปรตีนในนมวัว  

  ลักษณะ: ผื่นมักขึ้นหลังดื่มนม และอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดท้อง อาเจียน หรือถ่ายเหลว

หากไม่แน่ใจว่าผื่นที่เกิดขึ้นเป็น   ผื่นร้อนในเด็กหรือผื่นชนิดใด ควรพาไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังเด็ก เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

7 วิธีดูแลลูกเบื้องต้น เมื่อ "ผื่นร้อน" บุก! (ทำได้เองที่บ้าน)

เมื่อพบผื่นร้อนในเด็ก ขั้นตอนดูแลเบื้องต้นที่พ่อแม่สามารถทำเองได้ ได้แก่

1. ลดความร้อน จัดให้ลูกอยู่ในที่ที่อากาศเย็นสบาย เช่น ห้องที่มีพัดลมหรือแอร์ เพื่อช่วยระบายเหงื่อและลดอุณหภูมิ

2. อาบน้ำให้เหมาะสม โดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ใช้น้ำร้อน และหลีกเลี่ยงสบู่ที่แรงหรือมีกลิ่นหอมมาก เพราะอาจระคายเคืองผิวได้ หลังอาบน้ำควรซับตัวเบา ๆ หรือปล่อยให้ลมแห้งแทนการเช็ดแรง ๆ

3. เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม ใช้เสื้อผ้าฝ้ายหรือผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดหรือใส่หลายชั้น เพื่อป้องกันการอับชื้น

4. ดูแลสภาพอากาศภายในบ้าน  ให้ห้องมีอากาศถ่ายเทดี ใช้พัดลมหรือแอร์ตามความเหมาะสม และหลีกเลี่ยงเวลาแดดจัดหากต้องออกกลางแจ้ง

5. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบ ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น ซับเบา ๆ บริเวณที่เป็นผดร้อนประมาณ 3–5 นาที เพื่อช่วยลดการอักเสบและคลายความร้อน

6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน งดใช้แป้งหนามาก น้ำมัน โลชั่นเข้มข้น หรือครีมที่อาจอุดตันรูขุมขน เพราะอาจทำให้ผื่นร้อนแย่ลง

7.สังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง  หากผื่นร้อนไม่ทุเลาใน 2–3 วัน หรือมีอาการคันมาก ตุ่มหนอง หรือสงสัยติดเชื้อ ควรพาลูกพบแพทย์ผิวหนังเด็กเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

"แป้งเด็ก" ช่วยแก้ "ผื่นร้อนในเด็ก" ได้จริงหรือ? หรือยิ่งทำให้อุดตัน?

เรื่องการใช้ แป้งเด็ก เมื่อเด็กมีผื่นร้อนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง แป้งบางสูตรสามารถช่วยดูดซับเหงื่อได้ จึงอาจช่วยให้ผิวแห้งขึ้นในจุดที่เหงื่อสะสม หากใช้แป้งหนามากหรือใช้อย่างไม่ระวัง อาจไปอุดตันรูขุมขน ทำให้การระบายเหงื่อไม่ดี ส่งผลให้ ผื่นร้อนรุนแรงขึ้นได้ หรือกลายเป็นผดร้อนในเด็กที่เรื้อรังได้

hemorrhoid-rash-in-children

10 เคล็ดลับ "ป้องกัน" ผื่นร้อน: ทำอย่างไรให้ลูกสบายตัวแม้ในวันที่อากาศอบอ้าว

เพื่อหลีกเลี่ยงผื่นร้อนในเด็กให้ลูกสบายตัวมากที่สุด พ่อแม่สามารถทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

1.ใส่เสื้อผ้าฝ้ายหรือผ้าธรรมชาติที่ระบายอากาศได้ดี

2.หลีกเลี่ยงการห่อตัวเด็กแน่นเกินไป โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน

3.ใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศในห้องนอนเด็ก เพื่อให้อากาศหมุนเวียน

4.อาบน้ำให้ลูกบ่อยขึ้นในวันที่ร้อนจัด

5.ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบจุดอับ หรือเช็ดตัวแทนการเช็ดแรง ๆ

6.ให้ลูกพักในร่มเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง ไม่ให้โดนแดดจัดเป็นเวลานาน

7.เลือกผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายเหงื่อได้ดี

8.ตัดเล็บลูกให้สั้นเสมอ เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะเกาตุ่มผื่นจนเกิดแผลอักเสบ

9.ตรวจสอบรอยพับผิว เช่น คอ ข้อพับ เช็ด ซับให้แห้งหลังเหงื่อออก

10.ถ้าเป็นไปได้ ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน เช่น ติดฉนวนใต้หลังคา หรือปลูกต้นไม้ให้มีร่มเงา ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน

ผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ "ควรใช้" และ "ควรเลี่ยง" เมื่อลูกเป็นผื่นร้อน

ควรใช้

-เสื้อผ้าฝ้าย เบา สบาย ระบายอากาศได้ดี

-ผ้าสะอาดที่ชุบน้ำเย็นสำหรับประคบจุดอับ

-ครีมหรือโลชั่นบางเบา ที่ไม่มันจัด

-ผ้าเย็น หรือผ้าชุบน้ำเพื่อช่วยลดอุณหภูมิผิว

ควรเลี่ยง

-แป้งฝุ่นหรือแป้งเด็กที่มีฝุ่นมากหรือใช้มากเกินไป

-โลชั่นหรือครีมที่เนื้อครีมมันมาก

-ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยหรือครีมเข้มข้นโดยไม่ปรึกษาแพทย์

-เสื้อผ้าสังเคราะห์หรือรัดแน่น

ผื่นร้อนแบบไหนที่กลายเป็น "ผื่นติดเชื้อ" (ตุ่มหนอง)?

ในบางกรณีผื่นร้อนในเด็ก อาจแทรกซ้อนเป็นการติดเชื้อ ซึ่งสามารถสังเกตจากอาการเหล่านี้ได้คือ

-ผื่นเป็นตุ่มหนองหรือมีน้ำเหลือง

-บริเวณผื่นมีบวมแดง หรือเจ็บเมื่อสัมผัส

-ผิวหนังรอบตุ่มอักเสบ หรือเป็นแผล

-เด็กอาจมี อาการไข้ รู้สึกไม่สบายตัว ร่วมด้วย

หากพบลักษณะเหล่านี้ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเด็กทันที เพราะอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือในบางกรณีอาจต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

อาหารมีผลต่อการเกิด "ผื่นร้อน" หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ผื่นร้อนในเด็กเกิดจากปัจจัยทางกายภาพ สภาพแวดล้อม มากกว่าอาหาร ดังนั้นบทบาทของอาหารจึงไม่เด่นเท่าผื่นภูมิแพ้หรือการแพ้อาหาร อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีภาวะแพ้อาหารบางชนิด อาจเกิดผื่นอีกประเภทขึ้นร่วมได้

การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น ลดโอกาสเหงื่อออกมากเกินไป และอาจช่วยลดการเกิด “ผื่นร้อนในเด็ก” ได้ ในทางอ้อม

4 สัญญาณเตือน! "ผื่นร้อนในเด็ก" ที่ห้ามรอดูอาการ ต้องรีบไปพบแพทย์

หากสังเกตเห็น ผื่นร้อนในเด็ก พร้อมอาการเหล่านี้ ให้พาไปพบแพทย์ทันที

1.ผื่นเป็นตุ่มหนองหรือมีน้ำเหลืองแสดงว่ามีการติดเชื้อ

2.มีไข้ ร้องกวนงอแง หรือ มีอาการไม่สบายตัวร่วมด้วย

3.อาการผื่นร้อนไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น 2–3 วัน หรือแย่ลง

4.ผื่นเกิดซ้ำบ่อยหรือกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง อาจต้องให้แพทย์เฉพาะทางประเมิน

สรุป: "ผื่นร้อน" หายได้เองหรือไม่? และใช้เวลานานแค่ไหน?

ผื่นร้อนในเด็ก (ผดร้อน) มักไม่เป็นอันตรายรุนแรง และส่วนใหญ่สามารถหายได้เองเมื่ออากาศเย็นลง หรือเมื่อจัดการให้เหงื่อระบายออก เช่น ประคบเย็น อาบน้ำ หรือใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี โดยมากประมาณ 2–3 วันหากดูแลถูกวิธี อาการจะหายไป หากผื่นร้อนในเด็กไม่ทุเลา หรือมีสัญญาณติดเชื้อ ก็ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเด็ก เพื่อรับการวินิจฉัย รักษาที่เหมาะสม

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x