สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

green-nasal-discharge-green-phlegm

น้ํามูกเขียว เสมหะเขียว: สัญญาณจากระบบทางเดินหายใจที่ควรรู้

หลายคนเข้าใจว่า “น้ํามูกเขียว เสมหะเขียว” หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียและต้องกินยาฆ่าเชื้อทันที แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ทุกกรณีที่เป็นแบบนั้น สีของน้ำมูกและเสมหะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายระหว่างต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งอาจเป็นเพียงอาการของหวัดธรรมดาเท่านั้น มาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยโดยไม่ใช้ยาผิดวิธี

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

"น้ำมูกเขียว เสมหะเขียว" บอกอะไร? ทำไมน้ำมูกถึงเปลี่ยนสี?

ความเชื่อที่ต้องแก้: "เสมหะเขียว" = "ติดเชื้อแบคทีเรีย" และต้องกินยาฆ่าเชื้อ จริงหรือ?

ไขกลไกทางวิทยาศาสตร์: "สีเขียว" ในน้ำมูกและเสมหะมาจากไหนกันแน่?

หวัดจากเชื้อไวรัส vs ไซนัสอักเสบ: สาเหตุหลักที่ทำให้คุณมีน้ำมูกสีเขียว

เช็กลิสต์อาการร่วม: "น้ํามูกเขียว" แบบไหนที่มาพร้อม "ไข้สูง" หรือ "ปวดใบหน้า"

"น้ํามูกเขียว เสมหะเขียว" ในเด็กเล็ก: คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร?

5 วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีน้ำมูกหรือเสมหะสีเขียว (โดยยังไม่ต้องใช้ยา)

How-to: "ล้างจมูก" อย่างไรให้ถูกต้อง ช่วยลดน้ำมูกเขียวข้นและเสมหะลงคอ

"น้ํามูกเขียว" นานแค่ไหน? 5 สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์

แพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) ให้เมื่อใด? (และทำไมไม่ควรซื้อกินเอง)

อาหารและเครื่องดื่มที่ควร "งด" และ "แนะนำ" เมื่อมีเสมหะเขียว

สรุป: วิธีป้องกันไม่ให้หวัดธรรมดาลุกลาม จนกลายเป็น "น้ํามูกเขียว" เรื้อรัง

"น้ำมูกเขียว เสมหะเขียว" บอกอะไร? ทำไมน้ำมูกถึงเปลี่ยนสี?

น้ำมูกหรือเสมหะสีเขียวไม่ได้แปลว่าร่างกายอันตรายเสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงาน โดยเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophil) เข้ามาจัดการกับเชื้อโรค เมื่อเซลล์เหล่านี้ตายจะปล่อยเอนไซม์ที่ทำให้เมือกเปลี่ยนเป็นสีเขียว

ความเชื่อที่ต้องแก้: "เสมหะเขียว" = "ติดเชื้อแบคทีเรีย" และต้องกินยาฆ่าเชื้อ จริงหรือ?

ความเข้าใจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะเสมหะหรือน้ำมูกสีเขียวอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 7–10 วันโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สีเขียวเกิดจากเม็ดเลือดขาวที่กำลังต่อสู้เชื้อโรค ไม่ได้บอกว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียเสมอ การรีบกินยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เชื้อดื้อยาและรบกวนสมดุลของร่างกายได้

ไขกลไกทางวิทยาศาสตร์: "สีเขียว" ในน้ำมูกและเสมหะมาจากไหนกันแน่?

สีเขียวในน้ำมูกหรือเสมหะเกิดจากเอนไซม์ที่ชื่อมายีโลเพอรอกซิเดส (Myeloperoxidase)ซึ่งอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิด นิวโตรฟิล ( Neutrophil ) หน้าที่คือช่วยกำจัดเชื้อโรคในร่างกาย เมื่อมีการอักเสบ เม็ดเลือดขาวจะทำงานมากขึ้นและปล่อยเอนไซม์นี้ออกมา ทำให้เมือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มขึ้นตามระดับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ไม่ได้หมายความว่าติดเชื้อรุนแรงหรือจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อเสมอไป

หวัดจากเชื้อไวรัส vs ไซนัสอักเสบ: สาเหตุหลักที่ทำให้คุณมีน้ำมูกสีเขียว

หวัดจากไวรัส: มีน้ำมูกใส → ขุ่น → เขียว แล้วหายภายใน 7 วัน

ไซนัสอักเสบ: น้ำมูกเขียวข้น มีกลิ่นเหม็น ปวดหน้าและแน่นจมูก

หากอาการอยู่เกิน 10 วัน หรือมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่

เช็กลิสต์อาการร่วม: "น้ํามูกเขียว" แบบไหนที่มาพร้อม "ไข้สูง" หรือ "ปวดใบหน้า"

- ปวดตื้อบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก

- คัดจมูก หายใจไม่สะดวก

- ไข้เกิน 38 องศา

- มีกลิ่นปากหรือไอเรื้อรัง

อาการเหล่านี้มักบ่งชี้ถึง ไซนัสอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน

"น้ํามูกเขียว เสมหะเขียว" ในเด็กเล็ก: คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร?

เด็กเล็กมีโพรงไซนัสยังไม่พัฒนาเต็มที่ จึงมักมีน้ำมูกข้นหรือไหลลงคอได้ง่าย ควรดูแลด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือวันละ 2–3 ครั้ง และให้ดื่มน้ำมาก ๆ หากมีไข้สูง หายใจหอบ หรือซึม ควรรีบพาไปพบแพทย์

green-nasal-discharge-green-phlegm

5 วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีน้ำมูกหรือเสมหะสีเขียว (โดยยังไม่ต้องใช้ยา)

ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยให้เสมหะไม่ข้น

พักผ่อนเพียงพออย่างน้อยวันละ 7–8 ชั่วโมง

หลีกเลี่ยงอากาศเย็นจัดหรือฝุ่นควัน

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือวันละ 1–2 ครั้ง

ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

How-to: "ล้างจมูก" อย่างไรให้ถูกต้อง ช่วยลดน้ำมูกเขียวข้นและเสมหะลงคอ

การล้างจมูกช่วยชะล้างน้ำมูก ขจัดเชื้อโรค และลดการอักเสบ ควรใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (0.9% Normal Saline Solution : 0.9% NSS) พร้อมอุปกรณ์ล้างจมูกโดยเฉพาะ

ขั้นตอน:

-ก้มหน้าเล็กน้อย ให้ศีรษะเอียงไปด้านข้าง

-ฉีดน้ำเกลือเข้ารูจมูกข้างหนึ่งให้ไหลออกอีกข้าง

-หลังล้างให้ซับน้ำมูกออกและซับจมูกให้แห้งเบา ๆ

"น้ํามูกเขียว" นานแค่ไหน? 5 สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์

-มีไข้สูงเกิน 3 วัน

-ปวดใบหน้า หนักหน้า หรือกดเจ็บไซนัสรุนแรง

-น้ำมูกเขียวข้นและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

-เสมหะเหนียวข้นจนหายใจลำบาก หรือไอมากขึ้น

-น้ำมูกเขียวต่อเนื่องเกิน 10 วันโดยไม่ดีขึ้น

แพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) ให้เมื่อใด? (และทำไมไม่ควรซื้อกินเอง)

แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะกรณีที่สงสัยติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ การซื้อยากินเองนอกจากไม่ช่วยให้หายเร็ว ยังเสี่ยงดื้อยาและทำให้เชื้อแข็งแรงขึ้น

อาหารและเครื่องดื่มที่ควร "งด" และ "แนะนำ" เมื่อมีเสมหะเขียว

งด: ของทอด อาหารมันจัด หวานจัด นมวัว  และเครื่องดื่มเย็น

แนะนำ: ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ กินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง และน้ำขิงอุ่น ๆ ช่วยลดเสมหะ

สรุป: วิธีป้องกันไม่ให้หวัดธรรมดาลุกลาม จนกลายเป็น "น้ํามูกเขียว" เรื้อรัง

การมี “น้ํามูกเขียว เสมหะเขียว” ไม่ได้แปลว่าคุณต้องรีบกินยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ ล้างจมูกให้สะอาด และพบแพทย์เมื่ออาการไม่ดีขึ้นภายใน 7–10 วัน การเข้าใจธรรมชาติของร่างกายจะช่วยให้คุณฟื้นตัวเร็ว และป้องกันโรคทางเดินหายใจได้อย่างยั่งยืน

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x