สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

fungal-infections-in-babies

คู่มือดูแลผิวลูกรัก รู้ทัน เชื้อราในเด็ก สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้หายขาด

คุณพ่อคุณแม่คงกังวลใจไม่น้อยหากพบว่าลูกน้อยมีผื่นแดงคัน หรือมีรอยดวงขาว ๆ ดำ ๆ บนผิว เชื้อราในเด็กเป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยมาก ๆ และสร้างความกังวลไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ? แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือเชื้อราส่วนใหญ่รักษาให้หายขาดได้ค่ะ ! สิ่งสำคัญคือการ รู้ทัน สาเหตุ แยกให้ออก ว่าผื่นแบบไหนคือเชื้อรา และ ดูแลรักษา อย่างถูกวิธี บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเรื่อง เชื้อราในเด็ก ได้อย่างแจ่มแจ้ง และทำให้ผิวลูกกลับมาเนียนนุ่ม สดใสอีกครั้งค่ะ

ตรวจสอบบทความโดย: วราภรณ์ ธีระสุนทรไท
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

คู่มือดูแลผิวลูกรัก: รู้ทัน "เชื้อราในเด็ก" สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้หายขาด

"เชื้อราในเด็ก" เกิดจากอะไร ? ทำไมลูกน้อยถึงเป็นกันบ่อย ?

แยกให้ออก ! 3 ประเภท "เชื้อราในเด็ก" ยอดฮิตที่พบบ่อย (กลาก, เกลื้อน, ยีสต์)

"เชื้อราในปาก" (Oral Thrush): ลูกลิ้นเป็นฝ้าขาว เช็ดไม่ออก ใช่คราบนมไหม ?

ผื่นผ้าอ้อมแดงเถือก ! ระวัง "เชื้อรา" ซ้ำซ้อนเมื่อก้นลูกอับชื้นนานเกินไป

"กลากบนหนังศีรษะ" (Tinea Capitis): ผมร่วงเป็นหย่อม คันคะเยอ ต้องรีบรักษา

ระวัง ! สัตว์เลี้ยงแสนรัก (สุนัข/แมว) อาจเป็นพาหะนำ "เชื้อรา" มาสู่ลูก

สังเกตอาการ: ผื่นแบบไหนคือ "เชื้อรา" ต่างจาก "ผื่นภูมิแพ้" อย่างไร ?

ยาทา VS ยากิน: แนวทางการรักษา "เชื้อราในเด็ก" ที่ปลอดภัยและได้ผล

ข้อห้ามต้องรู้ ! "ซีม่าโลชั่น" หรือ "กระเทียม" ใช้รักษาเชื้อราในเด็กได้ไหม ?

ซักเสื้อผ้าและเครื่องนอนอย่างไร ? เพื่อฆ่าเชื้อราไม่ให้ลูกกลับมาเป็นซ้ำ

"ยาปฏิชีวนะ" (Antibiotics) เกี่ยวข้องกับการเกิดเชื้อราในเด็กจริงหรือ ?

สรุป: เป็นเชื้อราห้ามเกา ! วิธีดูแลผิวลูกให้หายไว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

คู่มือดูแลผิวลูกรัก: รู้ทัน "เชื้อราในเด็ก" สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้หายขาด

การดูแลผิวของลูกรักให้ห่างไกลจากเชื้อรา ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ! สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำความเข้าใจว่า เชื้อราในเด็ก นั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน เนื่องจากผิวหนังของเด็กยังบอบบาง และระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การรู้สาเหตุและอาการอย่างละเอียด จะเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว

"เชื้อราในเด็ก" เกิดจากอะไร? ทำไมลูกน้อยถึงเป็นกันบ่อย?

เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ชอบความ อับชื้น และ อบอุ่น ลูกน้อยจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น เชื้อราในเด็ก โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความชื้นสะสม เช่น ข้อพับ คอ รักแร้ ก้น และใต้ผ้าอ้อม สาเหตุหลัก ๆ คือ

- ความอับชื้นและเหงื่อ: จากอากาศร้อน การใส่เสื้อผ้าแน่น หรือการใส่ผ้าอ้อมนานเกินไป

- การสัมผัสเชื้อ: จากดิน สัตว์เลี้ยง (สุนัข/แมว) หรือการใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น

- ระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์: ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่เต็มที่

- การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด: ที่อาจทำให้แบคทีเรียดี ๆ ในร่างกายลดลง และเปิดโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตได้

แยกให้ออก! 3 ประเภท "เชื้อราในเด็ก" ยอดฮิตที่พบบ่อย (กลาก, เกลื้อน, ยีสต์)

เชื้อราในเด็ก ที่พบบ่อยหลัก ๆ มี 3 ประเภท ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันชัดเจน การสังเกตที่ดีช่วยให้คุณแม่รู้ว่าควรรับมือกับผื่นแบบไหน ดังนี้ 

- กลาก (Ringworm): เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (Dermatophytes) ลักษณะเด่นคือผื่นเป็น วงกลม หรือ วงรี สีแดง ขอบยกนูนชัดเจน และมีอาการคันมาก อาจพบได้ทุกส่วนของร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะ (Tinea Capitis)

- เกลื้อน (Tinea Versicolor): เกิดจากเชื้อมาลาสซีเซีย เฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) ลักษณะเป็นดวง ๆ มีขุยละเอียด อาจมีสีขาว สีน้ำตาลอ่อน หรือสีชมพู มักเกิดบริเวณหน้าอก หลัง คอ และแขน ไม่ค่อยมีอาการคัน พบมากในเด็กโตหรือวัยรุ่น

- เชื้อราแคนดิดา (Candida/Yeast): เกิดจากเชื้อ แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) มักพบบริเวณที่อับชื้น เช่น เชื้อราในปาก (Oral Thrush) เป็นฝ้าขาวในช่องปาก หรือในรูปแบบ ผื่นผ้าอ้อม ที่มีลักษณะเป็นผื่นแดงแฉะ มีขอบเขตชัดเจน และมักมีตุ่มเล็ก ๆ ล้อมรอบ

"เชื้อราในปาก" (Oral Thrush): ลูกลิ้นเป็นฝ้าขาว เช็ดไม่ออก ใช่คราบนมไหม?

เชื้อราในเด็ก ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในทารกคือเชื้อราแคนดิดาในช่องปาก หรือที่เรียกกันว่า Oral Thrush คุณแม่มักสับสนกับคราบนม เพราะมีลักษณะเป็นฝ้าขาว ๆ บนลิ้น เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม

วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าเป็น คราบนม มักจะ เช็ดออกได้ง่าย แต่ ฝ้าขาวจากเชื้อรา จะ เช็ดออกยาก หรือเมื่อเช็ดออกอาจมีรอยแดงหรือเลือดออกเล็กน้อย เชื้อราในปาก ต้องรีบรักษา เพราะอาจทำให้ลูกเจ็บปากและกินนมได้น้อยลง

ผื่นผ้าอ้อมแดงเถือก! ระวัง "เชื้อรา" ซ้ำซ้อนเมื่อก้นลูกอับชื้นนานเกินไป

ผื่นผ้าอ้อมธรรมดาเกิดจากการระคายเคือง แต่หากปล่อยให้ก้นลูกอับชื้นเป็นเวลานาน ผื่นผ้าอ้อมอาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีของ เชื้อราในเด็ก โดยเฉพาะเชื้อราแคนดิดา ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน

ลักษณะที่ต่างกันคือ ผื่นผ้าอ้อมทั่วไป จะเป็นสีแดงเรียบ แต่ ผื่นที่มีเชื้อรา มักจะเป็นสีแดงสด แฉะวาว และมีผื่นตุ่มเล็ก ๆ กระจายออกมาจากขอบผื่นหลัก ต้องรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ๆ และทายาต้านเชื้อราเพื่อรักษา

"กลากบนหนังศีรษะ" (Tinea Capitis): ผมร่วงเป็นหย่อม คันคะเยอ ต้องรีบรักษา

กลากบนหนังศีรษะ หรือ Tinea Capitis เป็นอาการของ เชื้อราในเด็ก ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่การผมร่วงถาวรได้หากปล่อยไว้นาน ลักษณะคือ

- ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ

- มีขุย คัน

- บางครั้งอาจมีผื่นแดง นูน บวม หรือมีตุ่มหนอง

การรักษาต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราแบบ กิน เป็นหลัก ควบคู่ไปกับแชมพูฆ่าเชื้อรา เพราะยาทาอย่างเดียวมักซึมผ่านเส้นผมและหนังศีรษะได้ยาก

fungal-infections-in-babies

ระวัง! สัตว์เลี้ยงแสนรัก (สุนัข/แมว) อาจเป็นพาหะนำ "เชื้อรา" มาสู่ลูก

สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัขและแมว อาจเป็นพาหะของเชื้อรากลุ่มกลาก (Ringworm) ได้ โดยเฉพาะลูกแมวหรือลูกสุนัข หากคุณสังเกตเห็นว่าสัตว์เลี้ยงของคุณมีขนร่วงเป็นวง หรือมีขุยตามผิวหนัง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขากำลังมี เชื้อราในเด็ก ที่สามารถติดต่อมาสู่ลูกน้อยของเราได้ การสัมผัส และ การเล่นคลอเคลีย คือช่องทางหลัก ดังนั้นควรหมั่นสังเกตและพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจรักษาสม่ำเสมอ

สังเกตอาการ: ผื่นแบบไหนคือ "เชื้อรา" ต่างจาก "ผื่นภูมิแพ้" อย่างไร?

การแยกความแตกต่างระหว่าง ผื่นจากเชื้อรา กับ ผื่นภูมิแพ้ เป็นเรื่องสำคัญมากในการดูแลผิวลูกค่ะ เพราะแนวทางการรักษาต่างกันชัดเจน

- ผื่นจากเชื้อรา ส่วนใหญ่มักมีขอบเขตชัดเจน มีลักษณะเป็น วงกลม หรือ วงรี (เช่น กลาก) หรือเป็นผื่นแดง แฉะวาว มีตุ่มเล็ก ๆ ล้อมรอบ (เช่น เชื้อราแคนดิดา) และมักเกิดในบริเวณที่อับชื้น หรือมีความชื้นสะสม อาการคันมักจะรุนแรง โดยเฉพาะกลาก 

- ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักมีลักษณะเป็นผื่นแดง แห้ง และ สาก ผิวหนังอาจดูหนาขึ้นเล็กน้อย ตำแหน่งที่เป็นบ่อยคือบริเวณ ข้อพับ แขนและขา แก้ม หรือคอ และอาการคันมักเป็น ๆ หาย ๆ ตามปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศแห้ง เหงื่อ หรือสารระคายเคือง 

ดังนั้น หากผื่นลูกมีลักษณะเป็นวง ขอบชัด หรือแฉะวาวในบริเวณอับชื้น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็น เชื้อราในเด็ก และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมค่ะ

ยาทา VS ยากิน: แนวทางการรักษา "เชื้อราในเด็ก" ที่ปลอดภัยและได้ผล

การรักษา เชื้อราในเด็ก ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปจะมีการใช้ยา 2 ประเภท ดังนี้ 

- ยาทาต้านเชื้อรา (ครีม/โลชั่น): ใช้รักษาเชื้อราส่วนใหญ่ เช่น กลาก เกลื้อน และเชื้อราแคนดิดาที่ไม่รุนแรง ใช้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 1-2 ครั้ง ตามแพทย์สั่ง

- ยาฆ่าเชื้อราแบบกิน: ใช้สำหรับเชื้อราที่รุนแรง ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง หรือรักษาได้ยาก เช่น กลากบนหนังศีรษะ (Tinea Capitis) หรือเชื้อราที่เล็บ การใช้ยากินในเด็กต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและติดตามผลการรักษา รวมถึงอาการข้างเคียงต่างๆโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ข้อห้ามต้องรู้! "ซีม่าโลชั่น" หรือ "กระเทียม" ใช้รักษาเชื้อราในเด็กได้ไหม?

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสามารถใช้ยาทาสำหรับผู้ใหญ่ เช่น ซีม่าโลชั่น หรือใช้วิธีธรรมชาติอย่าง กระเทียม มารักษา เชื้อราในเด็ก ได้ซึ่งต้องขอบอกว่า ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

- ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดเข้มข้นหรือส่วนผสมรุนแรง (เช่น ซีม่าโลชั่น) อาจทำให้ผิวเด็กไหม้ หรือเกิดการอักเสบรุนแรง แทนที่จะหายกลับจะทำให้อาการแย่ลง

- วิธีธรรมชาติ (เช่น กระเทียม) อาจไม่สามารถฆ่าเชื้อราจริง และทำให้เกิดการระคายเคือง หรือแพ้ ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป

หากลูกมีอาการคล้ายเป็นเชื้อรา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับยาที่เหมาะสมกับเด็กโดยเฉพาะ

ซักเสื้อผ้าและเครื่องนอนอย่างไร? เพื่อฆ่าเชื้อราไม่ให้ลูกกลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของ เชื้อราในเด็ก ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาด ดังนี้

- ซักด้วยน้ำร้อน (ถ้าทำได้): การซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และเสื้อผ้าด้วยน้ำร้อน (อุณหภูมิ 60 ํC ขึ้นไป) จะช่วยฆ่าสปอร์ของเชื้อราได้

- ใช้ผงซักฟอกฆ่าเชื้อ: เลือกใช้ผงซักฟอกที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ หรืออาจเติมน้ำยาซักผ้าขาว (ถ้าผ้าสีขาว) หรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยในการซัก 

- ตากแดดให้แห้งสนิท: ความร้อนจากแสงแดดเป็นวิธีฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติที่ดีที่สุด ควรตากเสื้อผ้าและเครื่องนอนให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้

- รีดผ้า: การรีดผ้าโดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สัมผัสผิวโดยตรง ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยฆ่าเชื้อราได้

"ยาปฏิชีวนะ" (Antibiotics) เกี่ยวข้องกับการเกิดเชื้อราในเด็กจริงหรือ?

เป็นเรื่องจริงค่ะ ! ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มีหน้าที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ในบางครั้งมันก็ฆ่า แบคทีเรียที่ดี (Good Bacteria) ที่คอยควบคุมไม่ให้เชื้อราในร่างกายเจริญเติบโตมากเกินไป เมื่อแบคทีเรียที่ดีลดลง เชื้อรา (โดยเฉพาะแคนดิดา) ก็อาจเพิ่มจำนวนขึ้นและทำให้เกิด เชื้อราในเด็ก ได้ โดยเฉพาะ เชื้อราในปาก หรือ ผื่นผ้าอ้อม จากเชื้อรา ดังนั้น หากลูกต้องกินยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน คุณแม่ควรดูแลความสะอาดและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

สรุป: เป็นเชื้อราห้ามเกา! วิธีดูแลผิวลูกให้หายไว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

เมื่อลูกเป็น เชื้อราในเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามเกา ! เพราะการเกาจะทำให้ผื่นอักเสบมากขึ้น เชื้อราแพร่กระจาย และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนทิ้งรอยแผลเป็นได้

เคล็ดลับดูแลผิวลูกให้หายไว คือ 

- ทายาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: แม้ผื่นจะดูดีขึ้นแล้ว ก็ยังต้องทายาต่อไปจนครบโดส

- รักษาความสะอาดและความแห้งของผิวหนัง: เช็ดตัวลูกให้แห้งสนิทหลังอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อมทันทีเมื่อเปียกชื้น

- เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เน้นผ้าคอตตอนที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

การดูแลผิวลูกอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่ทำให้ เชื้อราในเด็ก หายไป แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดีในระยะยาวอีกด้วยค่ะ

อ้างอิงจาก

synphaet.co.th
th.yanhee.net
pharmacy.mahidol.ac.th

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x