สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

fever-medication-for-children

แนวทางการใช้ ยาไข้สูงเด็ก อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

เมื่อเด็กมีไข้โดยเฉพาะเมื่อตัวร้อน พ่อแม่ผู้ปกครองมักกังวลและรีบหายาลดไข้มาช่วยให้ลูกสบายขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ยาไข้สูงเด็กอย่างถูกวิธีสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ให้ยาลดไข้ทันทีเมื่อเจอตัวร้อน เพราะไข้คือสัญญาณที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับการติดเชื้อ การรู้ว่าเมื่อไรควรให้ยา ยาแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร ควรคำนวณปริมาณยาอย่างไร และเมื่อไรควรพาไปพบแพทย์ ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยให้เราใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

ลูกตัวร้อนแค่ไหน ถึงจำเป็นต้องกิน "ยาไข้สูงเด็ก"? (เกณฑ์อุณหภูมิที่ต้องรู้)

รู้จักประเภทของ "ยาลดไข้เด็ก": พาราเซตามอล VS ไอบูโพรเฟน ต่างกันอย่างไร?

คำนวณปริมาณ "ยาไข้สูงเด็ก" ให้เป๊ะตาม "น้ำหนักตัว" (เลิกกะตามอายุ!)

"ยาไอบูโพรเฟน" (Ibuprofen): ยาแรงลดไข้สูง แต่ต้องระวัง "โรคไข้เลือดออก"

"ยาเหน็บก้นลดไข้" (Suppositories): ฮีโร่ในยามที่ลูกกินยาไม่ได้ หรืออาเจียน

กินยาพาราฯ สลับกับยาไอบูโพรเฟน (Switching) ทำได้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?

ระยะห่างการกินยา: กิน "ยาไข้สูงเด็ก" ถี่แค่ไหน ถึงไม่เสี่ยงตับพัง?

เทคนิคป้อนยาเด็กดื้อ: ทำอย่างไรให้ลูกยอมกิน "ยาไข้สูง" โดยไม่คายทิ้ง

"ยาน้ำเชื่อม" เปิดขวดแล้วเก็บได้นานแค่ไหน? วิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง

กิน "ยาไข้สูงเด็ก" แล้วไข้ไม่ลง ทำอย่างไรดี? (เช็ดตัว vs ไปโรงพยาบาล)

แผ่นลดไข้ เจลลดไข้ (Cooling Wipes/Gel): ตัวช่วยเสริมที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้จัก

สรุป: ยาเป็นแค่ตัวระงับอาการ การหาสาเหตุของไข้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ลูกตัวร้อนแค่ไหน ถึงจำเป็นต้องกิน "ยาไข้สูงเด็ก"? (เกณฑ์อุณหภูมิที่ต้องรู้)

ร่างกายของเด็กอาจมีไข้ได้หลายระดับ โดยถือว่าเริ่มมีไข้เมื่อวัดได้ตั้งแต่ประมาณ 37.5°C ขึ้นไปทั้งนี้ค่าที่วัดจาก หู ปาก หรือรักแร้ อาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามตำแหน่งที่วัดสำหรับ ไข้สูง คืออุณหภูมิ ตั้งแต่ 38.5°C ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่ควรรีบดูแลเป็นพิเศษอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจให้ยาลดไข้ ไม่ควรดูเพียงตัวเลขอุณหภูมิเท่านั้น แต่ควรพิจารณาร่วมกับอาการและพฤติกรรมของเด็ก เช่น ซึม งอแงผิดปกติ ไม่ค่อยกิน กระสับกระส่าย ไม่สบายตัวหากเด็ก ตัวร้อน กระวนกระวาย หรือดูไม่สบาย แม้อุณหภูมิยังไม่ถึงระดับไข้สูง ก็สามารถพิจารณาให้ยาลดไข้ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวร้อนมากเสมอไป

รู้จักประเภทของ "ยาลดไข้เด็ก": พาราเซตามอล VS ไอบูโพรเฟน ต่างกันอย่างไร?

เมื่อพูดถึงยาไข้สูงเด็ก โดยทั่วไปในเด็กมี 2 กลุ่มหลักที่นิยมใช้ ได้แก่ พาราเซตามอล และ ไอบูโพรเฟน ทั้งสองมีคุณสมบัติในการลดไข้ แต่มีความแตกต่างที่ควรรู้

-พาราเซตามอล เหมาะกับลดไข้และบรรเทาปวดได้ดี มักถูกแนะนำเป็นตัวเลือกแรกสำหรับยาไข้สูงเด็ก ในคู่มือการดูแลเด็กของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ให้การสนับสนุนให้ใช้เป็นยาหลักในการจัดการไข้เด็ก ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์  ถ้าให้ยาเกินขนาดหรือใช้บ่อยไม่เหมาะสม อาจมีผลข้างเคียงต่อตับหรือไต

-ไอบูโพรเฟน เหมาะกับลดไข้ ลดปวด และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งพาราเซตามอลไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเดียวกัน ไอบูโพรเฟนใช้รักษาอาการเจ็บ ปวด และไข้ ในเด็กได้ แต่ควรให้ในขนาดอย่างต่ำที่ได้ผลและใช้ระยะสั้นหากจำเป็น แต่จะไม่เหมาะกับเด็กบางกลุ่ม เช่น เด็กที่มีภาวะขาดน้ำ มีความเสี่ยงเรื่องไต หรือเด็กที่อยู่ในพื้นที่ ช่วงที่สงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนตามที่มีการแนะนำในบางโรงพยาบาลไทย

คำนวณปริมาณ "ยาไข้สูงเด็ก" ให้เป๊ะตาม "น้ำหนักตัว" (เลิกกะตามอายุ!)

การให้ยาไข้สูงเด็กโดยคำนวณจากน้ำหนักตัว ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะช่วยหลีกเลี่ยงการให้ยาเกินหรือต่ำเกินไป ซึ่งอาจมีผลต่อร่างกายสำหรับพาราเซตามอลเด็กควรได้รับยาที่ขนาด 10-15 มก./กก. ต่อครั้ง และสามารถให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และคำแนะนำแพทย์สำหรับไอบูโพรเฟน ระบุว่ากรณีเด็ก 6 เดือน-12 ปี สามารถให้ในขนาด 5-10 มก./กก. ต่อครั้ง ทุก 6-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และควรระวังไม่ให้เกินขนาดสูงสุดที่แนะนำต่อวัน

สิ่งที่ควรจดจำ

-ตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ว่ามีความเข้มข้น (มก./ มล.) เท่าใด เพื่อคำนวณปริมาณที่ถูกต้อง

-อย่าให้ยาซ้ำหรือซ้อน ยาทั้งสองชนิดโดยไม่บันทึกเวลา การจับเวลาที่แม่นยำช่วยป้องกันการให้ยาเกินขนาด

-ถ้าต้องให้ยานานเกิน 48 ชั่วโมง ไม่ดีขึ้น ควรพาเด็กพบแพทย์เพื่อประเมินอาการต่อไป 

"ยาไอบูโพรเฟน" (Ibuprofen): ยาแรงลดไข้สูง แต่ต้องระวัง "โรคไข้เลือดออก"

ยาไอบูโพรเฟนมีฤทธิ์ต้านการอักเสบซึ่งช่วยลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บ แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง สำหรับเด็กป่วยไข้เลือดออกแนะนำให้ หลีกเลี่ยงยาไอบูโพรเฟน เนื่องจากฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก รวมถึงเด็กที่อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก กินได้น้อย เสี่ยงขาดน้ำ เพราะอาจกระทบการไหลเวียนเลือดที่ไต เพิ่มความเสี่ยงไตมีปัญหา ไม่ควรใช้ในเด็กอายุ < 6 เดือน ยกเว้นกรณีแพทย์สั่ง  หากเด็กได้รับไอบูโพรเฟนแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง เลือดออก หรือแพ้ยา ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ทันที

"ยาเหน็บก้นลดไข้" (Suppositories): ฮีโร่ในยามที่ลูกกินยาไม่ได้ หรืออาเจียน

ยาเหน็บก้นลดไข้ (Suppositories) เหมาะสำหรับเด็กที่อาเจียน กินยาไม่ได้ หรือกลืนยาลำบาก เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เด็กได้รับยาลดไข้แม้ไม่สามารถใช้แบบน้ำหรือเม็ดได้ อย่างไรก็ตาม ควรนับปริมาณยาทั้งหมดจากทุกวิธีที่ให้รวมกันเพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาด ระยะเวลาออกฤทธิ์อาจช้ากว่ายาทางปากขึ้นกับการดูดซึมของแต่ละคน และควรแน่ใจว่าเด็กไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์สำหรับการใช้ยาเหน็บก้น หากมีอาการผิดปกติหรือมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ทันที

กินยาพาราฯ สลับกับยาไอบูโพรเฟน (Switching) ทำได้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?

การใช้ยาไข้สูงเด็กโดยให้พาราเซตามอลสลับกับไอบูโพรเฟนทำได้ แต่ต้องระวังเรื่องเวลาและขนาดยาให้แม่นยำ เพราะการสลับยาบ่อย ๆ อาจทำให้ลืมว่ากินยาอะไรไปแล้วและเสี่ยงได้รับยาเกินขนาดได้ง่าย โดยให้เลือกใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งก่อน ซึ่งหากใช้พาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด อาการยังคงอยู่ จึงเปลี่ยนเป็นยาไข้สูงเด็กอีกชนิด ไม่ควรใช้ทั้งสองพร้อมกันหรือสลับโดยไม่จำเป็น หากให้ยาไข้สูงเด็กแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วม ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุและ ประเมินการรักษาต่อไป

fever-medication-for-children

ระยะห่างการกินยา: กิน "ยาไข้สูงเด็ก" ถี่แค่ไหน ถึงไม่เสี่ยงตับพัง?

การใช้ยาไข้สูงเด็กบ่อยเกินไป หรือให้เกินขนาด อาจส่งผลต่ออวัยวะ เช่น ตับ / ไต (ขึ้นอยู่กับชนิดยา) หรือเกิดอันตรายจากการใช้ยาร่วม

-พาราเซตามอล ให้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากจำเป็น แต่ควรตรวจสอบขนาดยาที่ให้จริงต่อครั้ง ตามน้ำหนักและความเข้มข้นของยา ไม่ควรให้บ่อยโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการให้เกินขนาดสูงสุดต่อ วันที่ระบุบนฉลากหรือคำแนะนำแพทย์

-ไอบูโพรเฟน สำหรับเด็ก ตามข้อมูลยาแนะนำให้ให้ทุก 6-8 ชั่วโมง ในขนาดที่เหมาะสม ตามน้ำหนักตัว ถึงแม้จะช่วยลดไข้ได้ดี ไม่ควรให้บ่อยเกิน ต่อเนื่องโดยไม่ประเมินอาการ เด็กที่มีภาวะเสี่ยง เช่น ขาดน้ำ หรือมีปัญหาไต กระเพาะอาหาร เลือด ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

คำแนะนำ

-อย่าให้ยาไข้สูงเด็กมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะถ้าเด็กเริ่มตอบสนองต่อการรักษา

-ถ้าใช้ยาติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง หรืออาการร่วมไม่ดีขึ้น ควรพาเด็กพบแพทย์เพื่อตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียด และประเมินการใช้ยาต่อเนื่อง

-จดบันทึกการให้ยา เวลา และขนาด เพื่อติดตามการใช้ยาอย่างปลอดภัยเมื่อไปพบแพทย์

เทคนิคป้อนยาเด็กดื้อ: ทำอย่างไรให้ลูกยอมกิน "ยาไข้สูง" โดยไม่คายทิ้ง

การให้ยาไข้สูงเด็กแก่เด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กหรือเด็กที่ไม่ยอมกลืนยา อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ปกครอง นี่คือเทคนิคที่ช่วยได้

1.ใช้อุปกรณ์ที่มากับยาเสมอ เช่น ไซริงค์หรือช้อนตวง เพื่อให้ปริมาณยาถูกต้องและหยอดได้แม่นยำในตำแหน่งที่เด็กกลืนง่าย

2.ให้เด็กดื่มน้ำหรือกลืนลมสักนิดก่อนป้อนยา ช่วยให้ปากชุ่มคอชุ่ม เด็กจะกลืนยาได้ง่ายขึ้น

3. หยอดยาให้ช้า ๆ และแบ่งเป็นหลายครั้ง หยอดที่กระพุ้งแก้มด้านข้างเพื่อไม่ให้เด็กสำลัก ถ้ากลืนยากให้ครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยตามด้วยส่วนที่เหลือ

4.ชมเชยทันทีเมื่อเด็กพยายามหรือยอมกินยา การให้กำลังใจจะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและค่อย ๆ ยอมรับการกินยาได้ดีขึ้น

5. หากเด็กอาเจียนหรือกลืนไม่ได้จริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่น เช่น ยาเหน็บก้น หรือแนวทางการดูแลอื่นที่เหมาะกับเด็ก

"ยาน้ำเชื่อม" เปิดขวดแล้วเก็บได้นานแค่ไหน? วิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง

การเก็บรักษายาน้ำเมื่อใช้สำหรับยาไข้สูงเด็กมีความสำคัญสูงเพื่อคงประสิทธิภาพของยา และความปลอดภัยของเด็ก

- เช็กฉลากและใบกำกับยาเสมอ ผู้ผลิตจะระบุชัดเจนว่ายาหลังเปิดขวดให้เก็บในอุณหภูมิห้องหรือตู้เย็น รวมถึงวิธีเขย่าขวดก่อนใช้เพื่อให้ตัวยากระจายสม่ำเสมอ เพราะแต่ละยามีเงื่อนไขการเก็บรักษาต่างกันตามสูตรตำรับของผู้ผลิต

- สังเกตลักษณะยา ถ้าเปลี่ยนไปอย่าใช้ต่อ หากยามี สี กลิ่น หรือความขุ่นผิดปกติ ควรหยุดใช้ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ายาเสื่อมคุณภาพหรือมีการปนเปื้อน ซึ่งไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

- เก็บยาให้พ้นมือเด็กเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหยิบกินเองหรือได้รับยาเกินขนาด

- จดวันที่เปิดขวดทุกครั้ง ยาน้ำส่วนใหญ่สามารถใช้ได้นานตามวันหมดอายุที่ระบุ หากเก็บถูกต้อง แต่เพื่อความปลอดภัยควรจดวันที่เปิดขวดไว้บนฉลาก เพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบได้ง่ายและไม่ใช้ยานานเกินช่วงที่แนะนำโดยผู้ผลิต

กิน "ยาไข้สูงเด็ก" แล้วไข้ไม่ลง ทำอย่างไรดี? (เช็ดตัว vs ไปโรงพยาบาล)

หากหลังจากให้ยาไข้สูงเด็ก แล้วเด็กยังมีไข้หรือกลับมามีไข้ขึ้นอีก ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตอาการและดำเนินการดังนี้

สิ่งที่ควรทำที่บ้านก่อน

ใช้วิธีเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิ วิธีการเช็ดตัวที่บ้านสำหรับเด็ก ควรใช้อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์ซึ่งอาจทำให้เด็กหนาวสั่น ให้เด็กดื่มน้ำหรือของเหลว เพื่อป้องกันการขาดน้ำ ซึ่งสำคัญมากเมื่อเด็กมีไข้ และอาจช่วยให้ยาไข้สูงเด็กออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นพร้อมกับการพักผ่อนที่เพียงพอ

เมื่อควรพาไปพบแพทย์ / โรงพยาบาล

ถ้าให้ยาไข้สูงเด็กแล้วไข้ไม่ลดภายใน 24-48 ชั่วโมง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพราะอาจมีสาเหตุไข้จากการติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง  ถ้ามีอาการอื่นร่วม เช่น ซึม, งอแงมาก, อาเจียน , ท้องเสียรุนแรง, ผื่น , จ้ำเลือด , เลือดออกผิดปกติ, หรือชัก ควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที

ยาเช็ดตัวลดไข้ (Cooling Wipes/Gel): ตัวช่วยเสริมที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้จัก

เป็นตัวช่วยเสริมที่นิยมใช้ในบ้านเพื่อบรรเทาอาการตัวร้อน โดยเฉพาะก่อนให้ยา หรือในช่วงที่อยากลดไข้แบบชั่วคราว ใช้ควบคู่กับการเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น ไม่ได้ทดแทนการให้ยา หรือการดูแลอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีไข้สูง หรือซึม อาการไม่ปกติ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเด็ก ตรวจสอบฉลากว่าปลอดภัย และปรึกษาแพทย์หากเด็กมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นร่วมด้วย

สรุป: ยาเป็นแค่ตัวระงับอาการ การหาสาเหตุของไข้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ยาไข้สูงเด็กไม่ว่าจะเป็นพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาอาการ แต่ไม่รักษาสาเหตุของไข้ การใช้ยาอย่างปลอดภัยเริ่มจากการวัดอุณหภูมิโดยวิธีที่ถูกต้อง, คำนวณขนาดยาให้แม่นยำตามน้ำหนักและชนิดยา คอยติดตามอาการของเด็กหลังให้ยา ถ้าเด็กมีไข้ไม่น้อยลงหรือมีอาการผิดปกติที่ไม่ชัดเจน ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรักษาโรคหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรง

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x