สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ในช่วงหน้าฝนที่มียุงชุกชุม โรคไข้เลือดออก เป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่หวาดกลัวมากที่สุด เพราะบางครั้งอาการอาจคล้ายไข้หวัดธรรมดาแต่แฝงด้วยความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงนัก วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง ไข้เลือดออกอาการในเด็ก ให้คุณพ่อคุณแม่รู้ทัน รับมือได้ และดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยกัน
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ไข้เลือดออกอาการในเด็กต่างจากผู้ใหญ่หรือไม่
สัญญาณเริ่มต้นของไข้เลือดออกที่คุณพ่อแม่ต้องรู้
อาการที่พบได้ในช่วง 1-3 วันแรกของโรค
อาการทางผิวหนัง: ผื่น จุดเลือดออก ใต้ผิวหนัง
อาการแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น ภาวะเลือดออกหรือช็อก
วิธีแยกไข้เลือดออกออกจากไข้หวัดธรรมดาในเด็ก
เมื่อใดที่ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
การดูแลเด็กที่ป่วยไข้เลือดออกที่บ้านอย่างปลอดภัย (ในกรณีที่พบแพทย์แล้วให้กลับมาดูแลต่อที่บ้านได้)
ตรวจสอบบทความโดย: วราภรณ์ ธีระสุนทรไท
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่และเด็กมีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยทั่วไป เด็กมักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าผู้ใหญ่ และไม่ชัดเจนมากนัก เช่น ไข้สูงเพียงอย่างเดียว หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด และซึมลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในเด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะช็อกได้
อาการของไข้เลือดออกในเด็กมีตั้งแต่อาการน้อยๆถึงรุนแรง โดยสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรสังเกต ได้แก่
- มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือตัวเย็น ต่อเนื่อง 2-7 วัน
- มีอาการซึมลง ไม่เล่น เบื่ออาหาร และงอแงผิดปกติ
- คลื่นไส้อาเจียนบ่อย อาจมีปวดท้องร่วมด้วย
- ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะข้อต่อต่างๆ เช่น ข้อศอก ข้อเข่า
- มีผื่นแดงที่ผิวหนัง หรือจุดเลือดขึ้นตามร่างกาย
- อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดใต้ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล
- มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น มีน้ำตาออกมาน้อยหรือไม่มีน้ำตาเลยขณะร้องไห้ ปากและลิ้นแห้ง ปัสสาวะน้อยลง ในเด็กเล็กอาจสังเกตจากการเปลี่ยนผ้าอ้อมน้อยกว่า 6 ชิ้นต่อวัน
ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของไข้เลือดออก นั่นคือ ผื่นของไข้เลือดออก ที่มักจะปรากฏในช่วงวันที่ 2-7 ของไข้ เป็นลักษณะจุดแดงเล็ก ๆ หรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง ขึ้นตามลำตัว แขน ขา (จุดแดงไม่หายเมื่อกดที่ผิวหนัง ) และควรระวังหากมีผื่นร่วมกับเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ปัสสาวะ/อุจจาระปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
จะอยู่ภายใน 1-2 วันหลังจากไข้เริ่มลง โดยไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เด็กจะมีอาการอ่อนเพลียมากขึ้น รวมถึงมีอาการปวดท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ในกรณีที่รุนแรงมาก มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย เด็กอาจเกิดอาการช็อกได้ ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะเป็นช่วงอันตรายของไข้เลือดออก
การแยกไข้เลือดออกจากไข้หวัดธรรมดาอาจทำได้ยาก แต่สิ่งที่ช่วยให้สังเกตได้ ดังนี้
ไข้เลือดออก : ไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดหัว ปวดเมื่อยตัว ไม่มีอาการไอหรือมีน้ำมูก แต่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึม และมีผื่นขึ้นที่ผิวหนังเป็นจุดแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง บางครั้งอาจะมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน หรืออาจถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
ไข้หวัดธรรมดา : ไข้ไม่สูงมาก มักมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ หรือปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายร่วมด้วย โดยปกติจะหายได้เองใน 1 สัปดาห์ เพียงดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- ไข้ลงแล้วแต่อาการแย่ลง
- อ่อนเพลียมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำดื่มได้
- มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นสีแดง สีดำ หรือสีโค้ก
- คลื่นไส้ตลอดเวลา อาเจียนมาก ปวดท้องมาก
- ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก ตัวลาย กระสับกระส่าย และริมฝีปากเขียวคล้ำ
- ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยเป็นเวลา 4 - 6 ชั่วโมง
- มีอาการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกตัว เช่น ซึมลง กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
การรักษาโรคไข้เลือดออกไม่มียาที่สามารถรักษาได้โดยตรง ในเบื้องต้นพ่อแม่ควรสังเกตอาการและดูแลลูกในช่วงที่มีไข้สูงด้วยวิธีต่อไปนี้
- ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ โดยให้ลูกดื่มนมแม่หรือนมผงที่เคยดื่มตามปกติ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น สำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปสามารถให้ นมตามปกติ และ น้ำผสมผงเกลือแร่ตามที่แพทย์สั่ง และเด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนสามารถให้ นมตามปกติ ให้จิบน้ำบ่อย ๆ และให้ น้ำผสมผงเกลือแร่ตามที่แพทย์สั่งได้
- เช็ดตัวลดไข้และให้รับประทานยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดประเภทยาพาราเซตามอล ควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้ชนิดอื่น โดยเฉพาะกลุ่มยาแอสไพรินและยาไอบูโพรเฟน เพราะเสี่ยงต่อการทำให้เลือดออกมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดทุกชนิด เพราะอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดงหรือดำ เพราะอาจทำให้สับสนกับภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้หากผู้ป่วยอาเจียน
- รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซี หรือรับประทานวิตามินซีเสริม
- หากมีอาการรุนแรงขึ้น ควรพามาโรงพยาบาลทันที
- การป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุง นอนในมุ้ง ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
- การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้าน เช่น ปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขัง หมั่นเปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกสัปดาห์ คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ไม่ให้น้ำขังได้ ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในอ่างบัว
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก เป็นการเสริมสร้างเกราะป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ลดความรุนแรงของโรค สามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 60 ปี โดยจะฉีด 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน และฉีดได้ทั้งในคนที่เคยเป็นและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน
- ควรไปพบแพทย์เมื่อป่วยเป็นไข้ ติดตามอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.