สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ลูกน้อยร้องไห้ทุกวันตอนหัวค่ำแบบไม่มีเหตุผล ทั้งที่กินอิ่มแล้ว เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ก็ยังไม่หยุดร้อง... ถ้านี่คือภาพที่คุณเจอ อาจถึงเวลาที่ต้องทำความเข้าใจ อาการโคลิค อย่างละเอียด พร้อมวิธีรับมือและเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้ทั้งคุณลูกและคุณพ่อคุณแม่ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสบายใจ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
อาการโคลิคคืออะไร ? ทำความเข้าใจภาวะร้องไห้ไม่หยุดในทารก
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กมีอาการโคลิค
สาเหตุของอาการโคลิคในทารกแรกเกิด
ความแตกต่างระหว่างโคลิคกับอาการร้องไห้ทั่วไป
อาการโคลิคเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? ช่วงวัยที่พบบ่อย
โคลิคมีผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กหรือไม่?
วิธีปลอบทารกที่มีอาการโคลิคให้สงบลง
อาหารของแม่มีผลต่ออาการโคลิคในลูกหรือไม่ ?
อาการโคลิค (Colic) คือภาวะที่ทารกสุขภาพดีแต่ร้องไห้อย่างหนัก เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ติดต่อกันหลายวันในหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มักเกิดในช่วงเย็นถึงหัวค่ำ และเป็นช่วงที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกเครียดและเหนื่อยใจไม่น้อย
สังเกตง่าย ๆ ว่าลูกมีอาการโคลิคหรือไม่ ให้ดูว่าเข้าข่ายดังนี้
- ร้องไห้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน
- ร้องไห้มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์
- อาการเป็นอยู่ต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์
นอกจากการร้องไห้ที่รุนแรงและต่อเนื่องแล้ว ยังมีสัญญาณอื่น ๆ ที่อาจบ่งบอกว่าลูกน้อยมีอาการโคลิค ดังนี้
-ร้องไห้เสียงแหลม คล้ายเจ็บปวด
-ร้องไห้ยาวนาน ไม่สามารถควบคุมหรือปลอบให้หยุดได้
-ร้องไห้ในเวลาเดิม ๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืน
-กำมือแน่น หรือเกร็งแขนขา ขณะร้องไห้
-งอเข่าชิดท้อง
-ท้องแข็งหรือป่อง จากลมในท้อง
-หน้าแดงจัด ขณะร้อง
-ผายลมหรือถ่ายอุจจาระ ขณะร้องไห้
แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการโคลิค แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายประการ:
-ระบบประสาทยังไม่สมบูรณ์
ทารกยังปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ไม่ดี จึงตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป
-ระบบย่อยอาหารยังไม่พัฒนาเต็มที่
ทำให้เกิดแก๊สในท้อง จุกเสียด หรือการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์
-จุลินทรีย์ในลำไส้ยังไม่สมดุล
ส่งผลต่อการย่อยอาหารและการดูดซึม
-ความเครียดของคุณแม่
อารมณ์ของแม่อาจส่งผลผ่านน้ำนมหรือบรรยากาศรอบตัว
-ภาวะแพ้อาหารบางชนิด
เช่น แพ้โปรตีนในนมวัว หรือนมแม่ที่มีสารก่อภูมิแพ้
-การกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมมากเกินไป
เช่น แสง เสียง หรือการสัมผัส ทำให้ทารกเครียดและร้องไห้
การแยกแยะอาการโคลิคจากการร้องไห้ปกติสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่จัดการได้ถูกวิธี:
ร้องไห้ปกติ
-มีสาเหตุชัดเจน เช่น หิว ง่วง เปียกชื้นจากการขับถ่าย ไม่สบายตัว
-หยุดร้องเมื่อได้รับการตอบสนอง
-เกิดได้ตลอดวัน ไม่จำกัดช่วงเวลา
อาการโคลิค
-ร้องไห้เสียงดัง ยาวนาน โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
-มักเกิดช่วงเย็นถึงกลางคืน และเกิดซ้ำเวลาเดิม
-ปลอบไม่หยุด แม้ดูแลครบถ้วนแล้ว
-มักมีอาการร่วม เช่น ท้องแข็ง งอตัว หน้าแดง
ข่าวดีคือ อาการโคลิคไม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาวของลูก เด็กที่มีอาการก็สามารถเติบโตและพัฒนาการได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามสิ่งที่อาจเป็นกังวลมากกว่าคือผลกระทบต่อคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าสะสมได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองด้วย
เมื่อลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุดจาก อาการโคลิค คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อปลอบ
ประโลมลูกน้อยให้สงบลงได้ ดังนี้:
1. อุ้มลูกเดิน/โยกเบา ๆ : การเคลื่อนไหวเบา ๆ และสม่ำเสมออาจช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายและรู้สึกปลอดภัย
2. ห่อตัวลูก : การห่อตัวลูกด้วยผ้าห่มอย่างกระชับจะช่วยให้เด็กรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดในครรภ์มารดา ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
3. ใช้เสียงที่ช่วยกล่อม: เสียง White Noise เช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงเครื่องปรับอากาศ
เสียงจากแอปพลิเคชัน White Noise หรือแม้แต่เสียง ""ชู่ววว"" เบา ๆ ใกล้หูทารก ก็สามารถช่วยกล่อมให้ลูกสงบลงได้
4. ให้ลูกดูด : การให้ลูกดูดนมแม่ ดูดนมจากขวด หรือดูดจุกหลอก สามารถช่วยให้ลูกผ่อนคลายได้จากการดูดที่ช่วยระบายความเครียด
5. เปลี่ยนท่าอุ้ม : ลองอุ้มลูกในท่าต่าง ๆ เช่น อุ้มพาดบ่า อุ้มคว่ำบนแขนโดยให้ท้องทารกแนบกับแขนคุณพ่อคุณแม่เพื่อช่วยระบายแก๊ส
6. นวดท้องเบาๆ : การนวดท้องลูกเบา ๆ ตามเข็มนาฬิกา สามารถช่วยไล่ลมในท้องและบรรเทาอาการไม่สบายตัวได้
7. อาบน้ำอุ่น : การอาบน้ำอุ่นหรือประคบด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ บนท้องลูก อาจช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
8. พาไปเดินเล่นในรถเข็น/นั่งรถยนต์ : การเคลื่อนไหวของรถและการสั่นสะเทือนเบา ๆ อาจช่วยให้ลูกน้อยสงบลงและหลับไปได้
สำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร อาหารที่คุณแม่รับประทานอาจส่งผลต่อ อาการโคลิค ในลูกได้ อาหารบางชนิดอาจทำให้ทารกมีอาการแพ้หรือเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ง่ายขึ้น คุณแม่สามารถลองสังเกตและงดอาหารที่สงสัยว่าลูกอาจแพ้ เช่น:
- ผลิตภัณฑ์นมวัว: นมวัว ชีส โยเกิร์ต
- อาหารประเภทถั่ว: ถั่วลิสง ถั่วเหลือง
- ผักที่มีแก๊ส: กะหล่ำปลี บรอกโคลี หอมใหญ่
- คาเฟอีนและช็อกโกแลต: อาจกระตุ้นให้ลูกกระสับกระส่าย
- อาหารรสจัด/เผ็ดจัด: อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของลูก
หากสงสัยว่าลูกมีอาการโคลิคจากการแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง
นอกเหนือจากวิธีปลอบประโลมทั่วไปแล้ว เทคนิคการอุ้ม การห่อตัว และการนวดก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการลด อาการโคลิค
- การอุ้มแบบ "Colic Hold" หรือ "Magic Hold" : อุ้มลูกคว่ำโดยให้ท้องลูกพาดอยู่บนแขนของคุณแม่
มืออีกข้างประคองบริเวณก้นลูก ท่านี้จะช่วยให้ท้องลูกได้รับแรงกดเบา ๆ ช่วยขับลม และยังช่วยให้คุณแม่สามารถนวดหลังหรือก้นลูกได้เบา ๆ
- การห่อตัว (Swaddling) : ใช้ผ้าห่อตัวที่ระบายอากาศได้ดี ห่อตัวลูกให้กระชับแต่ไม่แน่นจนเกินไป โดยให้แขนลูกอยู่ข้างลำตัวและขาเหยียดตรง การห่อตัวจะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และลดการสะดุ้งตกใจ
- การนวดท้อง :
1. ท่า "I Love U" : ใช้ปลายนิ้วนวดเป็นรูปตัว "I" จากซี่โครงด้านซ้ายลงมา จากนั้นเป็นรูปตัว "L" โดยนวดจากซี่โครงด้านขวาไปซ้าย แล้วลงมา และสุดท้ายเป็นรูปตัว "U" โดยนวดจากซี่โครงด้านขวาลอดใต้สะดือ และขึ้นไปซี่โครงด้านซ้าย ทำเบา ๆ ตามเข็มนาฬิกา
2. การปั่นจักรยานอากาศ : ยกขาของลูกขึ้นลงสลับกันเหมือนปั่นจักรยานอากาศ เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และไล่ลม
หลายครอบครัวแชร์ประสบการณ์อาการโคลิคของลูกว่า “ลูกเราร้องไห้หนักช่วง 6 โมงเย็นทุกวัน เราทดลองห่อตัวพร้อมเปิดเสียง white noise ลูกค่อย ๆ สงบลงภายในไม่กี่นาที” หรือ “หลังเปลี่ยนอาหารที่กินระหว่างให้นม ลูกดูร้องน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด”
จากประสบการณ์ของพ่อแม่หลายคน พบว่า:
- "ความอดทน คือกุญแจสำคัญ" - การเข้าใจว่าอาการนี้จะผ่านไปเอง ช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น
- "หาเวลาพักผ่อน" - การผลัดเปลี่ยนกันดูแลลูกระหว่างสามี-ภรรยา เพื่อไม่ให้เครียดจนเกินไป
- "ขอความช่วยเหลือ" - ไม่ต้องอายที่จะขอให้ญาติหรือเพื่อนช่วยดูแลลูกเป็นบางช่วง
- "เชื่อมั่นในตัวเอง" - การที่ลูกร้องไห้ไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อคุณแม่ และไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่ดี
สิ่งสำคัญคือ หากรู้สึกเครียดมากเกินไป หรือมีความคิดที่เป็นอันตราย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.