สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
อากาศร้อน ๆ แบบบ้านเรา ทำเอาหลายครอบครัวต้องปวดหัว โดยเฉพาะเมื่อลูกน้อยเป็นผื่นแพ้เหงื่อ แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะผื่นแพ้เหงื่อแบบนี้พบได้บ่อยในเด็ก ๆ และสามารถดูแลให้ดีขึ้นได้ ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจทำให้ลูกคัน ไม่สบายตัว และงอแงได้บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความรู้จักกับ “ผื่นแพ้เหงื่อ” อย่างเข้าใจ พร้อมวิธีรับมือและป้องกันให้ผิวลูกกลับมาเนียนนุ่ม สดใส เหมือนเดิมค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ
ผื่นแพ้เหงื่อในเด็กมีลักษณะอย่างไร?
ผื่นแพ้เหงื่อแตกต่างจากผื่นแพ้อื่นอย่างไร?
ผื่นแพ้เหงื่ออันตรายไหม? ควรพาไปหาหมอเมื่อไร
วิธีดูแลเมื่อลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ
ครีมหรือยาทาแบบไหนที่เหมาะกับผื่นแพ้เหงื่อ
ผื่นแพ้เหงื่อรักษาให้หายขาดได้ไหม?
ป้องกันลูกไม่ให้เป็นผื่นแพ้เหงื่อได้อย่างไร
ตรวจสอบบทความโดย: จันทรา สำเร็จ
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ มักเกี่ยวข้องกับการระบายความร้อนของร่างกาย :
- อากาศร้อนและชื้น: โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบเมืองไทย ทำให้ลูกมีเหงื่อออกมากและระเหยได้ไม่ดี
- เสื้อผ้าหนาเกินไป: การใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดีหรือไม่ซับเหงื่อ ทำให้เหงื่อสะสมอยู่บนผิวหนัง
- กิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก: เช่น วิ่งเล่น หรือการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายร้อนจัด
- การห่อตัวแน่นเกินไป: ในทารก การห่อตัวที่แน่นหนาหรือผ้าห่มที่หนาเกินไป อาจทำให้เกิดผดร้อนได้
- ไข้หรือภาวะที่ไม่สบาย: เมื่อลูกไม่สบายและมีไข้สูง ร่างกายจะพยายามระบายความร้อนออกมาทางเหงื่อ ทำให้เกิดผื่นได้ง่ายขึ้น
- การใช้ครีม/โลชั่นที่เหนียว: บางครั้งอาจอุดตันรูขุมขน
- ภูมิคุ้มกันผิวยังไม่แข็งแรง: โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผิวบอบบาง และเกิดผื่นได้ง่าย
ลักษณะของผื่นแพ้เหงื่อในเด็ก มีดังต่อไปนี้
- มีผื่นแดง มีอาการคันระคายเคือง
- ผื่นขึ้นตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ขึ้นอยู่กับช่วงวัย:
>> ทารก: มักเกิดที่แก้ม หน้าผาก คอ แขน ขา ข้อมือ และข้อเท้า
>> เด็กโตและผู้ใหญ่: มักเกิดตามข้อพับ เช่น ข้อศอก ขาหนีบ หลังเข่า
- ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ
- ผิวหนังไม่เรียบ ดูแห้ง เป็นขุย หรือแตก โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็น
ผื่นแพ้เหงื่อ มีความแตกต่างจากผื่นแพ้อื่น ๆ ที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) หรือผื่นแพ้อาหาร โดยผื่นแพ้เหงื่อมักจะเกิดเฉพาะช่วงอากาศร้อนหรือหลังจากเหงื่อออกมาก จะเกิดขึ้นบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ซอกคอ ข้อพับ รักแร้ หน้าอก หรือแผ่นหลัง และจะขึ้นเป็นผื่นเล็ก ๆ แดง ๆ ไม่ลามไปทั่วตัวเหมือนผื่นแพ้อาหารหรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง นอกจากนี้ ผื่นแพ้เหงื่อจะหายได้เองเมื่อผิวเย็นลงหรือได้รับการดูแลที่เหมาะสม
โดยทั่วไปแล้ว ผื่นแพ้เหงื่อ ไม่อันตรายร้ายแรง มักจะหายไปได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสมแต่หากพบว่าลูกผื่นมีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันที:
- ผื่นไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แม้จะดูแลอย่างดีแล้ว
- ผื่นลามเป็นบริเวณกว้าง มีตุ่มหนอง หรือมีอาการบวมแดงมาก
- ลูกมีไข้สูง หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ซึม เบื่ออาหาร
- ลูกมีอาการคันมากจนรบกวนการนอน หรือเกาจนเป็นแผล
การดูแลเมื่อลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ จะเน้นที่การลดความร้อนและช่วยให้เหงื่อระบายออกได้ดี ได้แก่
-ทำให้ผิวลูกเย็นและแห้ง : อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี เช่น ห้องที่เปิดพัดลมหรือแอร์พอเหมาะ
-อาบน้ำเย็น : ใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ต้องใช้สบู่มาก และซับตัวให้แห้งเบา ๆ หลังอาบน้ำ
-ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี : เลือกผ้าฝ้ายบาง ๆ ใส่สบาย ไม่รัดตัว
- หลีกเลี่ยงการใช้แป้งฝุ่น : เพราะอาจอุดตันรูขุมขน ทำให้ผื่นแย่ลง
- ลดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก : เมื่อมีผื่นให้ลูกพักในที่เย็น ๆ เมื่อมีผื่น
-ใช้ผ้าเย็นประคบ : ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นบิดหมาด ๆ ประคบบริเวณที่มีผื่น เพื่อลดอาการคันและแสบร้อน
เมื่อลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ แพทย์อาจจะแนะนำครีมหรือยาทาเพื่อลดอาการผื่นคัน เช่น
- โลชั่นคาลาไมน์: ช่วยลดอาการคันและระคายเคือง
- ครีมบำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม: ให้ความชุ่มชื้น ลดอาการแห้ง คัน ระคายเคือง
- ครีมสเตียรอยด์อ่อน ๆ (ตามคำแนะนำของแพทย์): ในบางกรณีที่ผื่นมีอาการอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดอ่อนในระยะเวลาสั้น ๆ
- ยาแก้แพ้ชนิดกิน (ตามคำแนะนำของแพทย์): หากลูกมีอาการคันมากจนรบกวนการนอน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้แพ้เพื่อช่วยบรรเทาอาการ
ข้อควรระวัง: ไม่ควรซื้อยามาทาเอง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือคุณหมอก่อนเสมอ โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
ผื่นแพ้เหงื่อในเด็กไม่ใช่โรคเรื้อรัง และสามารถหายได้เอง เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลงหรือสิ่งแวดล้อมเย็นลง แต่เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้หากยังคงมีปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศร้อนจัด หรือการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหากลูกเป็นซ้ำบ่อย พ่อแม่ควรหาวิธีป้องกันและดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อลดการเกิดซ้ำในอนาคตค่ะ
การป้องกันผื่นแพ้เหงื่อที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น
- สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม: เลือกผ้าคอตตอน 100% เนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี
- รักษาสภาพแวดล้อมให้เย็นสบาย: เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้ลูกอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่ร้อนเกินไป
- อาบน้ำและซับตัวให้แห้งทันที: โดยเฉพาะหลังกิจกรรมที่มีเหงื่อออก
- งดใช้แป้งฝุ่น: หลีกเลี่ยงการใช้แป้งฝุ่นที่อาจอุดตันรูขุมขน
- ไม่ห่อตัวทารกแน่นเกินไป: ควรห่อตัวหลวม ๆ หรือใช้ถุงนอนที่ระบายอากาศได้ดี
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลความร้อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอากาศเมืองไทยที่ร้อนชื้นแทบตลอดทั้งปีเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ ลูกเป็นผื่นแพ้เหงื่อ ได้ง่าย เด็ก ๆ มีแนวโน้มที่จะมีเหงื่อออกมากกว่าผู้ใหญ่ และต่อมเหงื่อยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เหงื่อระบายออกได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การปรับสภาพแวดล้อมและดูแลสุขอนามัยของผิวลูกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศจึงเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ
- พกผ้าเช็ดเหงื่อ: เตรียมผ้าสะอาดซับเหงื่อลูกบ่อย ๆ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ซอกคอ และหลัง ป้องกันผิวอับชื้น
- เปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ๆ: หากลูกมีเหงื่อออกมาก ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวอับชื้น
- ใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่อ่อนโยน: เลือกสบู่เหลวสำหรับเด็กที่ไม่มีน้ำหอมและมีค่า pH เป็นกลาง
- บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม: แม้จะอากาศร้อน ก็ยังต้องบำรุงผิวลูก แต่ควรเลือกโลชั่นที่เนื้อบางเบา ซึมเร็ว
และไม่เหนอะหนะ
- ตัดเล็บลูกให้สั้น: เพื่อป้องกันลูกเกาจนเกิดแผลหรือติดเชื้อ
อ้างอิงจาก
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.