สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
ไอในเด็กเป็นอาการที่พ่อแม่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่อาจเป็นเพียงหวัดธรรมดา แต่ในบางกรณีการไอร่วมกับเสียงวี้ดหรือหายใจลำบาก อาจบ่งชี้ถึงปัญหาทางเดินหายใจที่ลึกขึ้น เช่น ภาวะหลอดลมหดตัวหรือโรคหอบหืด ในสถานการณ์เหล่านี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาขยายหลอดลม (bronchodilator) เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การให้ยาขยายหลอดลมในเด็กควรใช้อย่างระมัดระวัง ผู้ปกครองควรเข้าใจให้ชัดว่าไอแบบใดจึงควรใช้ยา ยามีความปลอดภัยเพียงใด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และควรปฏิบัติอย่างไรหากอาการไม่ดีขึ้น การรู้เท่าทันกลไกการออกฤทธิ์ วิธีใช้ และแนวทางดูแลลูกอย่างถูกต้อง จะช่วยหลีกเลี่ยงการใช้ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก โดยไม่จำเป็นและไม่ปลอดภัย
ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
ยาขยายหลอดลม คืออะไร? ทำไมถึงใช้กับเด็กที่ไอ
ยาขยายหลอดลมทำงานอย่างไรในร่างกายของเด็ก
ไอแบบไหนที่จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลม? (ไอหอบ vs ไอทั่วไป)
สัญญาณเตือน: เมื่อลูก “ไอมีเสียงวี๊ด” หรือ “ไอจากโรค RSV”
ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก ปลอดภัยไหม? – 5 ผลข้างเคียงที่พบบ่อย
ทำไมลูกใจสั่น-มือสั่น หลังกินยา? อาการนี้น่ากังวลหรือไม่
เปรียบเทียบ: ยาขยายหลอดลมแบบ “กิน” (ยาน้ำ) กับแบบ “พ่น” (inhaler)
ไอมีเสมหะทั่วไป หรือไอแห้งธรรมดา จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมหรือไม่
5 วิธีดูแลลูกเมื่อ “ไอ” โดยยังไม่จำเป็นต้องใช้ยา
ทำไมไม่ควรซื้อยาขยายหลอดลมให้ลูกกินเอง
ยาขยายหลอดลม (bronchodilator) คือยาที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อรอบทางเดินลมในปอด ทำให้หลอดลมเปิดกว้างขึ้น ช่วยให้อากาศเข้าสู่ปอดได้สะดวกขึ้น ในเด็ก ยามักใช้เมื่ออาการไอเกิดจากการเกร็งหรือตีบของหลอดลม เช่น โรคหอบหืด มากกว่าการเป็นหวัดธรรมดา ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยา
ยาขยายหลอดลมมีหลายกลุ่ม เช่น เบต้า‑2 อะโกนิสต์ (Beta‑2 agonists), แอนติคอลิเนอร์จิก (Anticholinergic) และ ธีโอฟิลลีน (Theophylline) โดยแต่ละกลุ่มมีลักษณะการออกฤทธิ์และระยะเวลาการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ยาตามอาการและความเหมาะสมของเด็ก เป็นรายบุคคล
เมื่อเด็กได้รับ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก ยาในแต่ละกลุ่มจะออกฤทธิ์แตกต่างกันดังนี้
1. β2‑agonists กระตุ้นตัวรับ β2 บนกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอดลมขยาย และลดการหดเกร็งของหลอดลม
2. Anticholinergics ยับยั้งสัญญาณโคลิเนอร์จิกที่กระตุ้นให้หลอดลมหดตัว จึงช่วยให้หลอดลมเปิดกว้างขึ้น
3. Theophylline ออกฤทธิ์ซับซ้อน โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase เพิ่มระดับ cAMP ภายในเซลล์กล้ามเนื้อหลอดลม ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว และอาจช่วยลดการอักเสบได้บ้าง แต่ปัจจุบันใช้น้อยลง
รูปแบบการให้ยาขยายหลอดลมในเด็ก
พ่น/สูด เหมาะสำหรับการออกฤทธิ์เร็ว โดยเฉพาะในภาวะไอหอบหรือหืดเฉียบพลัน
รับประทาน ออกฤทธิ์ช้ากว่า ใช้ในบางกรณีที่เด็กไม่สามารถพ่นยาได้ดี ตามดุลยพินิจแพทย์
ไม่ใช่ทุกอาการไอของเด็กจะต้องใช้ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก มีบางกรณีเท่านั้นที่เหมาะ
-ไอทั่วไป (ไม่มีหอบ) เช่น ไอหวัด เสมหะ หรือไอแห้ง ๆจากการระคายเคือง มักไม่จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลม หากไม่มีการหดเกร็งของหลอดลม
-ไอหอบ /ไอแบบหืด (wheezing กับ หายใจลำบาก) ถ้าเด็กไอร่วมกับหายใจเร็ว มีเสียงวี๊ด หลอดลมอาจหดตัว นี่คือข้อบ่งชี้ที่ควรพิจารณา ใช้ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก เพื่อช่วยบรรเทาอาการ
ถ้าเด็กมีประวัติ โรคหืด (asthma) หรือเคยมีอาการหอบมาก่อน โอกาสที่จะใช้ยาขยายหลอดลมสูงกว่า เพื่อควบคุมอาการและป้องกันอาการกำเริบ จึงอาจจำเป็นให้ ยาขยายหลอดลม พ่นเวลามีอาการเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
เมื่อลูกมีอาการไอร่วมกับเสียงวี๊ด หรือหายใจลำบาก อาจเป็นสัญญาณของภาวะหลอดลมหดเกร็ง ซึ่งในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก เพื่อช่วยบรรเทาอาการ
อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้อไวรัส RSV เป็นโรคทางเดินหายใจที่พบบ่อยในเด็กเล็ก โดยแนวทางแพทย์ระบุว่า การใช้ยาขยายหลอดลมในโรคนี้ให้ประโยชน์ไม่ชัดเจนในหลายราย และอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น หัวใจเต้นเร็ว
หากอาการไม่ดีขึ้น มีอาการหอบ ไข้สูง ซึม หรือหายใจลำบากมากขึ้น ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที ดังนั้น ไม่ควรใช้ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก เอง โดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กที่ไอจากโรค RSV
แม้ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก จะมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการไอและหลอดลมหดเกร็ง แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงที่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด ได้แก่
1.ใจสั่น / หัวใจเต้นเร็ว เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย โดยเฉพาะยากลุ่มเบต้า‑2
2.มือสั่น / ตัวสั่น จากการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
3.นอนไม่หลับ เด็กอาจรู้สึกตื่นตัวมากกว่าปกติ
4.ปากแห้งหรือระคายคอ พบได้บ่อยในยาพ่น
5.เวียนศีรษะหรือปวดศีรษะ พบได้ในเด็กบางราย
นอกจากนี้ หากใช้ยาในขนาดไม่เหมาะสมหรือใช้บ่อยเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการไม่พึงประสงค์ และทำให้ความปลอดภัยในการใช้ยาลดลง โดยไม่จำเป็น
อาการใจสั่นและมือสั่นมักเกิดจากฤทธิ์ของยาขยายหลอดลม โดยเฉพาะ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก ในเด็กที่เป็น β2‑agonist เนื่องจาก β2 receptor นอกจากพบที่หลอดลมแล้ว ยังอาจไปกระตุ้นหัวใจและกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายได้
หากอาการไม่รุนแรง เด็กอาจมีมือสั่นเล็กน้อย แต่ยังสามารถกิน เล่น หรือหลับได้ตามปกติ มักไม่เป็นอันตรายมาก อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งแพทย์เมื่อมาติดตามอาการ
แต่หากเด็กมีอาการใจสั่นมาก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น หายใจลำบากเพิ่มขึ้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าได้รับยามากเกินไป หรือยาไม่เหมาะสมกับเด็กคนนั้น ในช่วงเวลานั้น
ยากิน (ยาน้ำ / เม็ด)
ข้อดี
– ใช้ง่าย หากเด็กไม่สามารถใช้ยาพ่นได้
– สะดวกในบางสถานการณ์ ที่จำเป็น
ข้อควรระวัง
– ออกฤทธิ์ช้ากว่า
– มีผลต่อระบบร่างกายมากกว่า เนื่องจากยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ยาพ่น (MDI / Nebulizer)
ข้อดี
– ออกฤทธิ์เร็ว ช่วยบรรเทาอาการหอบเฉียบพลันได้
– ยาออกฤทธิ์ที่หลอดลมโดยตรง ประสิทธิภาพสูง
– ลดผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ได้ดีกว่า
ข้อควรระวัง
– ต้องใช้เทคนิคการพ่นที่ถูกต้อง เพื่อให้ยาเข้าสู่หลอดลมอย่างมีประสิทธิภาพ
– อาจต้องใช้อุปกรณ์เสริม เช่น spacer หรือ nebulizer ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางครอบครัว
หากเด็กมีอาการไอร่วมกับมีเสมหะ เช่น จากหวัดหรือเสมหะเหนียว โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลม เนื่องจากปัญหามักเกิดจากเสมหะมากกว่าภาวะหลอดลมหดเกร็ง การให้เด็กจิบน้ำอุ่นสามารถช่วยให้เสมหะอ่อนตัวและขับออกได้ง่ายขึ้น ตามธรรมชาติ
ในกรณีที่เด็กเป็นไอแห้งทั่วไป และไม่มีอาการหอบหรือเสียงวี๊ด มักไม่จำเป็นต้องใช้ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก เช่นกัน เพราะยังไม่มีสัญญาณของภาวะหลอดลมหดตัว ที่ต้องรักษาเฉพาะ
1.จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและเสมหะอ่อนตัว ได้ดีขึ้น
2.เพิ่มความชื้นในห้อง ใช้เครื่องทำความชื้นเมื่ออากาศแห้ง เพื่อลดการระคายเคืองหลอดลม
3.ใช้ไอน้ำอย่างอ่อน ให้เด็กสูดไอน้ำเบา ๆ เพื่อระบายเสมหะได้ง่ายขึ้น อย่างปลอดภัย
4.ปรับท่านอน ยกศีรษะเล็กน้อยเวลานอน ช่วยให้เสมหะระบายได้ดีขึ้น
5.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ และสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดการระคายเคืองหลอดลม
การดูแลลักษณะนี้ช่วยลดโอกาสที่เด็กจะต้องใช้ ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก บ่อยเกินจำเป็น และช่วยให้อาการไอทุเลาลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา
ยาขยายหลอดลมเป็นยาที่ควรได้รับคำสั่งจากแพทย์ โดยขนาดยาต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวและอาการของเด็ก หากใช้ยาไม่ถูกขนาด อาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ใจสั่น หรือความดันโลหิตผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้
ทั้งนี้ อาการไอในเด็กอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หวัด การติดเชื้อไวรัส หรือปัจจัยอื่น หากใช้ยาขยายหลอดลมโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยที่ชัดเจน อาจไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
นอกจากนี้ การใช้ยาขยายหลอดลมอย่างไม่เหมาะสม อาจลดประสิทธิภาพการรักษาในระยะยาว หรือทำให้เด็กพึ่งพายาเกินความจำเป็น โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคพื้นฐานที่แท้จริง ตั้งแต่ต้น
ระยะเวลาการใช้ยาขยายหลอดลม ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการรักษา
หากใช้เป็นยาฉุกเฉินเพื่อบรรเทาอาการหลอดลมหดเกร็งเฉียบพลัน ควรใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการกำเริบ และใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
หากใช้เป็นยาควบคุมในเด็กที่เป็นโรคหืด อาจต้องใช้เป็นประจำตามแผนการรักษาที่แพทย์วางไว้ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อใดควรหยุดหรือประเมินการใช้ยาใหม่
เมื่อแพทย์พิจารณาให้งดใช้ยา หลังอาการดีขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแผนการรักษา
หากพบผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ใจสั่นมาก หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์ทันที
หากเด็กใช้ยาขยายหลอดลมแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย แพทย์อาจต้องปรับแผนการรักษา ตรวจเพิ่มเติม หรือพิจารณาโรคอื่นร่วม เพื่อความปลอดภัยของเด็ก
-หากให้ยาขยายหลอดลม แก้ไอเด็ก แล้วเด็กยังมีอาการหอบ เสียงวี๊ด หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ โดยไม่รออาการเองมีอาการใจสั่นมาก หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติหลังใช้ยา อาจเป็นสัญญาณว่าขนาดยาไม่เหมาะสม
-มีมือสั่น อ่อนเพลีย ซึม หรือกิจกรรมลดลง ถือเป็นอาการผิดปกติที่ควรหยุดยาและประเมินใหม่
-มีไข้สูงร่วมกับอาการหอบ หรืออาการไอไม่ดีขึ้น อาจมีการติดเชื้อหรือมีภาวะแทรกซ้อน
-อาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ควรให้แพทย์ประเมินและปรับแผนการรักษา อย่างเหมาะสม
อ้างอิงจาก
https://www.slideshare.net/slideshow/asthma-guideline-children/88777393
https://si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1010
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7055016/
https://wangchaohosp.go.th/download/1/20241209_page91_คู่มือยา%20รพ.สต%20ปีงบฯ68.pdf
https://www.bangkokhospitalchanthaburi.com/article/308
https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/chronic-cough-in-children
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.