สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

baby-vomits-no-fever

เด็กอ้วก ไม่มีไข้: เข้าใจให้ถูกก่อนจะกังวลเกินไป

อาการ “เด็กอ้วก ไม่มีไข้” มักทำให้พ่อแม่ตกใจและรีบคิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรืออาหารเป็นพิษ แต่ความจริงแล้ว สาเหตุมีได้หลากหลาย ตั้งแต่ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ไปจนถึงภาวะทางกายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับไข้หรือเชื้อโรค บางกรณีไม่อันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องสังเกตใกล้ชิด

ตรวจสอบบทความโดย: พิมพ์พิชญา จันทร์หอม
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
การพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยผู้ใหญ่วิกฤต

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

ไขข้อข้องใจ: "เด็กอ้วก ไม่มีไข้" อันตรายไหม และเกิดจากอะไรได้บ้าง?

5 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลูกอ้วกแต่ตัวไม่ร้อน (ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ)

"อาหารเป็นพิษ" สาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ลูกอ้วกเฉียบพลัน

อ้วกในทารก: แยกให้ออกระหว่าง "อ้วก" (Vomiting) หรือแค่ "แหวะนม" (Spitting up)

กรดไหลย้อนในเด็ก (GERD): เมื่อลูกอ้วกบ่อยหลังมื้ออาหาร

อ้วกเพราะ "กินมากเกินไป" หรือ "ไอหนักจนอ้วก"

สัญญาณอันตราย! "อ้วกพุ่ง" หลังอุบัติเหตุที่ศีรษะ

ภาวะลำไส้อุดตัน: เมื่อลูกอ้วกไม่มีไข้ ร่วมกับปวดท้องรุนแรง

วิธีดูแลลูกเบื้องต้นที่บ้าน: หัวใจสำคัญคือการป้องกัน "ภาวะขาดน้ำ"

"ลูกอ้วก ไม่มีไข้" ควรให้กินอะไร? และควรงดอะไรเด็ดขาด?

เช็กลิสต์ด่วน! 6 สัญญาณเตือนที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันที

สรุป: "อ้วกไม่มีไข้" ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุด

ไขข้อข้องใจ: "เด็กอ้วก ไม่มีไข้" อันตรายไหม และเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการอาเจียนในเด็กเกิดจากการที่สมองส่วนควบคุมการอาเจียนถูกกระตุ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีการติดเชื้อเสมอไป เช่น จากการกินมากเกินไป เคลื่อนไหวหลังกินอาหารเร็วเกิน หรือมีกรดไหลย้อน  แต่หากอาเจียนถี่ ไม่กินอาหาร หรือมีอาการขาดน้ำร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที

5 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ลูกอ้วกแต่ตัวไม่ร้อน (ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ)

-เมื่อเด็กดูดนมเร็วหรือปริมาณมากเกินไป กระเพาะอาจขยายตัว ทำให้อาหารล้นย้อนกลับออกมาได้ เกิดเป็นอาการแหวะหรืออาเจียน

-แพ้อาหารบางชนิด โดยเฉพาะโปรตีนนมวัว เด็กที่มีภาวะแพ้โปรตีนนมวัวอาจอาเจียนหลังดื่มนมร่วมกับอาการอื่น เช่น ผื่น ถ่ายผิดปกติ งอแงมากขึ้น

-กรดไหลย้อนในเด็ก (GERD) มักเกิดหลังดื่มนม

-อาการเมารถ เมาเรือ ในเด็กโต

-ภาวะหงุดหงิด ร้องมาก เครียด หรือกลืนอากาศเยอะจากการร้องไห้ หรือระหว่างดูดนม

"อาหารเป็นพิษ" สาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ลูกอ้วกเฉียบพลัน

เด็กที่อาเจียนจากอาหารเป็นพิษมักมีอาการหลังทานอาหาร 2–6 ชั่วโมง โดยไม่มีไข้สูง แต่จะมีอาการท้องเสียร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษที่สะสมในอาหาร หากอาเจียนต่อเนื่องมากกว่า 4 ครั้ง หรือซึม ควรรีบพบแพทย์

อ้วกในทารก: แยกให้ออกระหว่าง "อ้วก" (Vomiting) หรือแค่ "แหวะนม" (Spitting up)

ทารกส่วนใหญ่มัก “แหวะนม” หลังให้นม ซึ่งถือว่าปกติ ไม่ใช่อาการอาเจียนจริง แต่ถ้ามีอาการ “อ้วกพุ่ง” หรืออาเจียนแรงทุกครั้งหลังให้นม ต้องสงสัยภาวะ ตีบของกระเพาะส่วนล่าง (Pyloric stenosis) ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์

กรดไหลย้อนในเด็ก (GERD): เมื่อลูกอ้วกบ่อยหลังมื้ออาหาร

ภาวะกรดไหลย้อนในเด็กเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะอาหารยังทำงานไม่เต็มที่ ทำให้กรดย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร เด็กจะอ้วกหลังมื้ออาหารและงอแงบ่อย แนวทางรักษาคือให้นมทีละน้อย ยกหัวเด็กสูงหลังให้นม และหลีกเลี่ยงให้นอนทันทีหลังทาน

อ้วกเพราะ "กินมากเกินไป" หรือ "ไอหนักจนอ้วก"

เด็กบางคนอาจอ้วกเพราะกระเพาะรับอาหารไม่ไหว หรือไอแรงจนกระตุ้นให้เกิดการอาเจียน ซึ่งมักไม่อันตราย แต่อย่าปล่อยให้เกิดบ่อย เพราะอาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารระคายเคือง

baby-vomits-no-fever

สัญญาณอันตราย! "อ้วกพุ่ง" หลังอุบัติเหตุที่ศีรษะ

หากลูกอ้วกพุ่งหลังจากศีรษะได้รับการกระแทก หรือมีอาการง่วง ซึม เดินเซ หรือพูดช้า อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะเลือดออกในสมอง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะลำไส้อุดตัน: เมื่อลูกอ้วกไม่มีไข้ ร่วมกับปวดท้องรุนแรง

ภาวะนี้พบได้ในเด็กเล็ก โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นสีเขียวหรือเหลือง ปวดท้องเป็นพัก ๆ และท้องอืดมาก หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือด ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน

วิธีดูแลลูกเบื้องต้นที่บ้าน: หัวใจสำคัญคือการป้องกัน "ภาวะขาดน้ำ"

-ให้จิบน้ำหรือเกลือแร่บ่อย ๆ ทีละน้อย แนะนำน้ำเกลือแร่สำหรับท้องเสีย (ORS ) ดีที่สุดหลีกเลี่ยงน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะทำให้ถ่ายมากขึ้น

-งดอาหารแข็ง อาหารย่อยยาก ใน 6 ชั่วโมงแรก เพื่อพักระบบทางเดินอาหารให้ฟื้นตัว

-เมื่ออาการดีขึ้น ให้เริ่มอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม กล้วยบด ให้ปริมาณน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มตามความต้องการของเด็ก

-ห้ามให้ดื่มน้ำอัดลมหรือนมทันทีหลังอาเจียน

"ลูกอ้วก ไม่มีไข้" ควรให้กินอะไร? และควรงดอะไรเด็ดขาด?

ควรกิน: อาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุปใส กล้วย

ควรงด: อาหารมัน ของทอด เครื่องดื่มเย็นจัด และนม (ชั่วคราว)

อาหารรสจัดและนมวัวอาจกระตุ้นให้กระเพาะระคายเคืองมากขึ้น 

เช็กลิสต์ด่วน! 6 สัญญาณเตือนที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันที

อาเจียนติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมง

มีอาการซึม ไม่ยอมดื่มน้ำ

อาเจียนมีเลือดหรือสีเขียวเข้ม

ปวดท้องรุนแรง ท้องบวม

ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ

มีอาการหลังศีรษะกระแทก

สรุป: "อ้วกไม่มีไข้" ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุด

ส่วนใหญ่แล้วอาการ “เด็กอ้วก ไม่มีไข้” มักเกิดจากภาวะทางระบบย่อยอาหารหรือพฤติกรรมการกิน ไม่ใช่โรคติดเชื้อ หากพ่อแม่ดูแลถูกวิธี ป้องกันการขาดน้ำ และรู้จักสังเกตอาการผิดปกติเด็กมักจะฟื้นตัวได้เร็ว ปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x