สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

ปัญหาผื่นในเด็ก สาเหตุ อาการ วิธีสังเกต และการดูแลเบื้องต้น

ผื่นในเด็กเป็นปัญหาที่พ่อแม่หลายคนต้องเผชิญ เนื่องจากเด็กเล็กมีผิวบอบบาง ไวต่อการระคายเคือง ซึ่งผื่นในเด็กอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้ ผิวแห้ง หรือการติดเชื้อ

baby-rash

ผื่นในเด็กคืออะไร และพบได้บ่อยแค่ไหน

ผื่นในเด็ก คือ อาการผิดปกติของผิวหนังที่มักแสดงออกในรูปแบบของรอยแดง ตุ่ม หรือผื่นคัน ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การแพ้สารบางชนิด ผิวแห้ง หรือการติดเชื้อต่าง ๆ ผื่นเหล่านี้สามารถเกิดได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กและทารก เนื่องจากผิวหนังของเด็กยังบอบบาง และมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าผู้ใหญ่

สาเหตุหลักของผื่นในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

ผื่นในเด็กสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม

เด็กที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหอบหืด หรือโรคแพ้อากาศ มักมีโอกาสเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้มากกว่าเด็กทั่วไป เนื่องจากร่างกายมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่า

2) ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม

สภาพแวดล้อมรอบตัวอาจทำให้ผิวเด็กเกิดการระคายเคืองหรือผื่นได้ง่าย เช่น

- อากาศร้อนและอับชื้น: ทำให้เกิดผดผื่น คัน หรือผิวแดง

- อากาศแห้ง: ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย และอักเสบง่าย

- สารเคมี: เช่น ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ หรือแชมพู ซึ่งอาจทำให้ผิวเด็กระคายเคืองได้

3) ปัจจัยจากอาหาร

อาหารบางชนิด เช่น นมวัวหรือไข่ อาจทำให้เด็กบางคนเกิดอาการแพ้และมีผื่นตามมาได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ผู้ปกครองควรสังเกตอาการหลังรับประทานอาหารใหม่ และปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

ผื่นแพ้ ผื่นร้อน หรือผื่นภูมิแพ้ แยกอย่างไร

-ผื่นแพ้ หรือ ผื่นระคายเคืองจากการสัมผัส มีลักษณะเป็นผื่นแดง คันและแสบร้อน ที่ผิวสัมผัสในส่วนนั้นๆ โดยถ้าอาการรุนแรงอาจจะมีตุ่มน้ำพองได้ 

-ผื่นร้อน หรือ ผื่นผดร้อน ลักษณะเป็นตุ่มใสๆ หรือตุ่มแดงเล็กๆ เห่อขึ้น เมื่ออากาศร้อน

-ผื่นภูมิแพ้ มีลักษณะเป็นผื่นแดง มีอาการคันมาก เป็นๆ หายๆ มักเกิดบริเวณเฉพาะ เช่น แก้ม ข้อพับ แขนขา และซอกคอ

ลักษณะของผื่นในเด็กที่ควรไปพบแพทย์ทันที

หากลูกน้อยมีอาการผื่นคันที่เป็น ๆ หาย ๆ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของโรค และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

วิธีดูแลผื่นในเด็กเบื้องต้นอย่างถูกต้อง

-หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรืออาบน้ำนานเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำอุณหภูมิห้อง และใช้เวลาไม่เกิน 5–10 นาทีต่อครั้ง

-ไม่ควรขัดถูผิวแรง ๆเพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น

-เลือกใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดอ่อน (pH 5–5.5) เพราะสบู่ที่มีความเป็นด่างสูงอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง อีกทั้งยังส่งเสริมให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี

-หลีกเลี่ยงสบู่ฆ่าเชื้อและสบู่สมุนไพร ที่อาจมีส่วนผสมแรงเกินไปสำหรับผิวเด็ก

-หลังอาบน้ำ ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันที ขณะผิวยังชื้น เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันผิว และลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

baby-rash

ครีมหรือยาทาผื่นในเด็ก ควรเลือกอย่างไร

-ควรเลือกใช้ครีมแบบที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารกันเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรืออาการแพ้เพิ่มเติม 

-ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาแก้แพ้ หรือยากดภูมิคุ้มกัน เป็นวิธีรักษาอาการที่ปลายเหตุ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการใช้ยาเกินความจำเป็น

อาหารกับผื่นในเด็ก: มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่

เด็กเล็กบางคนอาจมีผื่นจากอาการแพ้อาหาร เช่น นม ไข่ หรือถั่ว โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งพบว่าประมาณ 10% ของเด็กกลุ่มนี้มีอาการกำเริบจากอาหาร และไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปกติ

ผื่นจากภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก รักษาได้หรือเปล่า

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยมักมีผื่นที่เป็น ๆ หาย ๆ โดยจะมีช่วงที่อาการสงบสลับกับช่วงที่ผื่นกำเริบ ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวและการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ โดยทั่วไป โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก ประมาณ 60% ของผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่อายุน้อยกว่า 1 ปี และเมื่อโตขึ้น อาการของโรคมักจะค่อย ๆ ดีขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยสามารถดูแลผิวหนังได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้ดีขึ้นเช่นกัน

baby-rash

ป้องกันผื่นในเด็กได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน

เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งกรรมพันธุ์และประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผื่นกำเริบ สามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการได้ เช่น เลี่ยงอาหารบางชนิด หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ เช่น สารเคมี น้ำหอม สบู่ แป้ง ผงซักฟอก ไรฝุ่น เหงื่อ รวมถึงเนื้อผ้าที่ระคายผิว เป็นต้น

M25-142

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x