สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง  ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก


โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก

baby-having-frequent-bowel-movements

ทำไมลูกถ่ายกะปริบกะปรอย? รวมสาเหตุ วิธีแก้และสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

ช่วงเวลาที่ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย ถ่ายออกมาเป็นหยดเล็ก ๆ หรือ ถ่ายเหลว-ถ่ายนิ่มบ้าง แต่ไม่ปริมาณมาก บางครั้งอาจมากับอาการบิดตัว ร้องเบ่ง ทำให้เกิดความกังวลว่าถ่ายแบบนี้ปกติไหม? ต้องพาไปหาหมอไหม?

การถ่ายกะปริบกะปรอยสำหรับทารกนั้นบางครั้งอาจเป็นพฤติกรรมปกติของระบบขับถ่ายเด็กแรกเกิดและบางครั้งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาจากโรคท้องเสีย หรือภาวะไม่ย่อยอาหาร เราจะมาแยกให้ชัด ๆ พร้อมคำแนะนำว่าเมื่อไรควรรอดูอาการที่บ้าน และเมื่อไรควรพาไปพบกุมารแพทย์

ตรวจสอบบทความโดย: วราภรณ์ ธีระสุนทรไท
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์

เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ

ไขข้อข้องใจ: "ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย" บ่อยๆ แบบนี้ ปกติหรือไม่?

เช็กเลย! "เด็กนมแม่" ถ่ายกะปริบกะปรอย ถือเป็นเรื่องปกติ?

"นมส่วนหน้า-ส่วนหลัง" ไม่สมดุล ทำให้ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย มีฟอง ได้หรือไม่?

ต่างกันไหม? เมื่อ "เด็กนมผง" มีอาการถ่ายกะปริบกะปรอย

แยกให้ออก! นี่คือ "ท้องเสีย" (Diarrhea) หรือแค่ "เบ่งอึ" (Infant Dyschezia)?

เจาะลึกภาวะ "เบ่งอึ" (Infant Dyschezia): เมื่อลูกร้องบิดตัวแต่ถ่ายออกนิดเดียว

"ถ่ายกะปริบกะปรอย" พร้อม "ร้องบิดตัว" สัญญาณเตือน "ท้องอืด" หรือเปล่า?

ลูกแพ้อาหาร (เช่น แพ้โปรตีนนมวัว) เกี่ยวข้องกับอาการนี้หรือไม่?

5 เทคนิคช่วยลูกให้สบายท้อง: ทำอย่างไรเมื่อลูกถ่ายไม่สุด?

สังเกต "สี" และ "ลักษณะ" อุจจาระ: แบบไหนที่ "ปลอดภัย" แบบไหนที่ "อันตราย"?

สัญญาณ "ธงแดง" (Red Flags): ถ่ายกะปริบกะปรอยร่วมกับอาการแบบไหน ต้องรีบไปโรงพยาบาล!

สรุป: เมื่อไหร่ควรรอดูอาการที่บ้าน และเมื่อไหร่ต้องพึ่งมือหมอ?

ไขข้อข้องใจ: "ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย" บ่อยๆ แบบนี้ ปกติหรือไม่?

สำหรับทารกที่กินนมแม่ ระบบทางเดินอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงทำให้การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและบ่อยครั้ง การถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นรูปแบบที่พบได้ เด็กบางคนอาจถ่ายทันทีหลังดูดนมและอาจถ่ายบ่อยเกือบทุกมื้อ โดยมีลักษณะนิ่ม–เหลว–กึ่งเหลว หากลูกกินดี ปัสสาวะปกติ น้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์ และอารมณ์สดใส โดยทั่วไปถือว่าเป็นภาวะปกติ 

เมื่อทารกโตขึ้นและระบบย่อยพัฒนาขึ้น ความถี่ในการถ่ายอาจเปลี่ยนไป บางวันถ่ายหลายครั้ง บางวันไม่ถ่ายเลย หากอุจจาระยังนิ่มและลูกสบายดี ก็ยังถือว่าเป็นปกติได้เช่นกัน

ดังนั้น การที่ลูกถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นครั้งคราว โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วม ถือว่าเป็นพฤติกรรมปกติของทารก แต่ควรสังเกตควบคู่กับลักษณะอุจจาระและสุขภาพโดยรวมของลูกด้วย

เช็กเลย! "เด็กนมแม่" ถ่ายกะปริบกะปรอย ถือเป็นเรื่องปกติ?

ในทารกที่กินนมแม่อย่างเดียว ลักษณะอุจจาระโดยทั่วไปจะแตกต่างจากเด็กที่กินนมผง ทารกกินนมแม่ อุจจาระมักเป็นนิ่ม-เหลวหรือกึ่งเหลว บางครั้งมีลักษณะเหมือนมีเม็ดเล็ก ๆ และสีมักเป็นเหลืองหรือเขียวอมเหลือง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำดีที่ร่างกายผลิตออกมา

เด็กที่กินนมแม่อาจถ่ายทันทีหลังมื้อนม บางคนอาจถ่ายหลายครั้งต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ หลังคลอด ต่อมาก็จะลดความถี่ลง หรือถ่ายวันเว้นวัน ก็ยังถือว่าปกติ ถ้าอุจจาระนิ่มและลูกดูแข็งแรง 

ดังนั้นในกรณีเด็กกินนมแม่ ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย ถือได้ว่าเป็นรูปแบบปกติอย่างหนึ่งของการขับถ่ายโดยเฉพาะในช่วงแรกเกิด 3 เดือน ถ้าลูกสบายดี ไม่มีอาการอื่นแทรก

"นมส่วนหน้า-ส่วนหลัง" ไม่สมดุล ทำให้ลูกถ่ายกะปริบกะปรอย มีฟอง ได้หรือไม่?

นมแม่ส่วนหน้าจะมีน้ำและน้ำตาลแลคโตสเยอะกว่า เมื่อลูกดูดนมแล้วได้รับแต่นมแม่ส่วนหน้า น้ำนมที่ย่อยง่ายและผ่านเร็วอาจไปถึงลำไส้แล้วย่อยไม่ทันหรือดูดซึมไม่หมด ส่งผลให้ลำไส้มีของเหลวมาก และทำให้อุจจาระมีลักษณะเหลว, มีน้ำ, ฟอง, กะปริบกะปรอยได้

ถ้าคุณแม่ให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้าจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน ย่อยและดูดซึมได้ดีขึ้น อุจจาระอาจมีลักษณะนิ่ม-ข้นกว่า หรือมีเนื้อมากขึ้น จึงช่วยลดการถ่ายเหลวกะปริบกะปรอย ที่อาจเกิดจากการได้รับ นมแม่ส่วนหน้ามากเกินไป

ดังนั้นนมส่วนหน้า-ส่วนหลังที่ไม่สมดุล อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการลูกถ่ายกะปริบกะปรอยได้ โดยเฉพาะในทารกกินนมแม่

ต่างกันไหม? เมื่อ "เด็กนมผง" มีอาการถ่ายกะปริบกะปรอย

สำหรับทารกที่กินนมผง นมสูตรพิเศษ หรือนมผสม บางครั้งลักษณะการถ่ายอาจต่างจากเด็กที่กินนมแม่

-เด็กที่กินนมผงมักมีอุจจาระที่ข้นกว่า, แข็งกว่าเล็กน้อย, มีกากเนื้อ เพราะย่อยและดูดซึมช้ากว่านมแม่

-เด็กกินนมผงแล้วมีอาการถ่ายกะปริบกะปรอย คือถ่ายเป็นหยดเล็ก ๆ, เหลว, ฟอง และมีอาการเบ่งนาน ร้องงอแง หรืออึไม่สุด อาจไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป แต่อาจเกี่ยวกับการย่อยไม่ดี, แพ้นม หรือสูตรนมไม่เหมาะสมควรสังเกตอย่างใกล้ชิด

โดยทั่วไปถ้าลูกกินนมผงและถ่ายอุจจาระนิ่มแต่มีเนื้อ และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ มักถือว่าเป็นปกติ แต่ถ้ามีลักษณะเหลวมาก เหมือนน้ำ หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ ควรปรึกษากุมารแพทย์

แยกให้ออก! นี่คือ "ท้องเสีย" (Diarrhea) หรือแค่ "เบ่งอึ" (Infant Dyschezia)?

ถ่ายกะปริบกะปรอยในทารก

ความถี่: ถ่ายบ้าง–บ่อยตามมื้อ ดูดนม แต่ไม่ถี่เกินเกณฑ์ และลูกกิน–นอน–ปัสสาวะ–น้ำหนักปกติ

ลักษณะอุจจาระ: นิ่ม-เหลว-กึ่งเหลว, อาจกะปริบกะปรอย/ฟอง/น้ำปนเนื้อและมีเม็ดเล็กเป็นครั้งคราว

อาการร่างกายอื่น ๆ: ลูกดูแข็งแรง กิน–ดูดนม–ปัสสาวะ–น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ไม่ซึม ไม่มีไข้

สัญญาณของท้องเสีย

ความถี่: ถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ถ่ายมชีมุกเลือดปน หรือ  ถ่ายมีกลิ่นคาวเหมือนของเน่าอย่างน้อย 1 ครั้ง /ต่อวัน

ลักษณะอุจจาระ: เหลวมากเป็นน้ำแทบทั้งหมด ไม่มีเนื้อมาก อาจมีมูกหรือเลือด กลิ่นเปลี่ยน สีผิดปกติ

อาการร่างกายอื่น ๆ: ซึม เบื่ออาหาร กินนมน้อยลง มีไข้ อาเจียน ท้องอืด มีสัญญาณขาดน้ำ 

การแยกระหว่างลูกถ่ายกะปริบกะปรอยแบบปกติกับท้องเสีย ไม่ควรดูแค่จำนวนครั้งหรือลักษณะเหลว เท่านั้น แต่ควรมองทั้งภาพรวม สี กลิ่น ลักษณะอึ อาการของลูก และพฤติกรรมทั่วไปของลูกควบคู่กัน

เจาะลึกภาวะ "เบ่งอึ" (Infant Dyschezia): เมื่อลูกร้องบิดตัวแต่ถ่ายออกนิดเดียว

สำหรับทารกแรกเกิด กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและลำไส้ยังควบคุมได้ไม่ดี ทำให้เวลาลูกเบ่งอุจจาระ บางครั้งอาจร้องบิดตัว หน้าแดง แต่เมื่อได้ออกมาเพียงเล็กน้อยหรือหยด นี่อาจเป็นภาวะที่เรียกว่ากำลังเบ่งอึ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นท้องเสียหรือท้องผูกทันที ถ้าลูกยังดูแข็งแรง กิน–ดูดนมได้ดี มีผายลม และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ สิ่งที่ควรสังเกตคือถ้าลูกร้องบิดตัวเบ่ง แต่เมื่ออึออกมา อุจจาระดูนิ่ม-ปกติ และหลังจากนั้นลูกดูสบาย ไม่งอแง มักไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง

baby-having-frequent-bowel-movements

"ถ่ายกะปริบกะปรอย" พร้อม "ร้องบิดตัว" สัญญาณเตือน "ท้องอืด" หรือเปล่า?

การถ่ายกะปริบกะปรอยร่วมกับการร้องบิดตัวในทารก มักเกิดจากระบบทางเดินอาหารที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และเป็นลักษณะปกติที่พบได้บ่อยในเด็กกินนมแม่ โดยเฉพาะช่วงอายุแรกเกิด–3 เดือน หากลูกถ่ายนิ่ม กินนมได้ดี น้ำหนักขึ้น และไม่มีท้องอืดหรือร้องมากผิดปกติ โดยทั่วไปถือว่าไม่ใช่สัญญาณอันตราย

ดังนั้น ผู้เลี้ยงเพียงดูแลให้ลูกดูดนมให้เพียงพอและสังเกตสุขภาพโดยรวม สงเสริมให้ลูกดูดนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า หรือดูดจนเต้านมนิ่ม  เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารครบถ้วนจากการดูดนมตามธรรมชาติ หากลูกถ่ายกะปริบกะปรอยแต่ยังสบายดี ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป

ลูกแพ้อาหาร (เช่น แพ้โปรตีนนมวัว) เกี่ยวข้องกับอาการนี้หรือไม่?

การแพ้โปรตีนในนมวัวหรือส่วนผสมในนม อาจทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว บ่อย หรืออุจจาระที่ผิดปกติ แต่ลูกถ่ายกะปริบกะปรอยไม่ได้หมายความว่าจะแพ้นมวัวเสมอไป ถ้าเป็นอาการแพ้นมวัว ส่วนใหญ่อุจจาระมักมีมูก, หรือมีเลือด, กลิ่นไม่ปกติและอาจมีอาการร่วม เช่น ผื่น ผิวหนังอักเสบ เบื่ออาหาร น้ำหนักไม่ขึ้น หรือร้องงอแงบ่อย เป็นสัญญาณที่ควรระวังและปรึกษากุมารแพทย์โดยเร็ว 

ถ้าลูกกินนมแม่อย่างเดียว แล้วแพ้โปรตีนนมวัว ที่ผ่านมาจากแม่นั้น ในกรณีนี้คุณแม่อาจได้รับคำแนะนำให้ปรับอาหาร หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ และสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด

5 เทคนิคช่วยลูกให้สบายท้อง: ทำอย่างไรเมื่อลูกถ่ายไม่สุด?

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากช่วยให้ลูกขับถ่ายได้ดีขึ้น และลดอาการลูกถ่ายกะปริบกะปรอย ลองใช้เทคนิคเหล่านี้

1.ให้ลูกดูดนมแม่ให้นานพอ รอจนกว่าลูกดูดจนเกลี้ยงเต้า เพื่อให้ได้รับนมส่วนหลังที่มีไขมันมากขึ้น ย่อยนานขึ้น อุจจาระอาจมีเนื้อนิ่ม-ปริมาณมากขึ้นและถ่ายไม่บ่อยเกินไป

2.ถ้าดื่มนมผง ให้ปรึกษาแพทย์ พิจารณาสูตรนม ถ้าลูกถ่ายเหลวหรือกะปริบกะปรอยบ่อยหลังเปลี่ยนสูตร ลองเปลี่ยนสูตรนมเป็นสูตรที่ย่อยง่ายกว่าภายใต้คำแนะนำแพทย์

3.นวดท้องเบา ๆ หรือเคลื่อนไหวขา หลังดูดนม อุ้มลูกในท่าพาดขาหรือปั๊มขาเบา ๆ ช่วยให้ลมในลำไส้เคลื่อนและช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น 

4.เปลี่ยนผ้าอ้อมทันทีหลังถ่าย และให้ก้นสัมผัสอากาศบ้าง  โดยเฉพาะถ้าอุจจาระเหลวหรือกะปริบกะปรอยบ่อย จะช่วยลดการระคายเคืองผิวหนัง ลดโอกาสผื่น ก้นแดง และรอยแผลที่ก้น

5.สังเกตอาการโดยรวมของลูก ถ้าทุกอย่างปกติ ถ้าลูกกินนมได้ดี–ปัสสาวะปกติ–น้ำหนักเติบขึ้นตามเกณฑ์ และไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่นการถ่ายกะปริบกะปรอยบางครั้งอาจเป็นที่พบได้ตามปกติ 

สังเกต "สี" และ "ลักษณะ" อุจจาระ: แบบไหนที่ "ปลอดภัย" แบบไหนที่ "อันตราย"?

ลักษณะอุจจาระที่มักถือว่าปกติสำหรับทารก

-สีเหลือง (mustard yellow) สีที่พบบ่อยที่สุดในเด็กกินนมแม่ 

-นิ่ม-เหลว หรือกึ่งเหลว โดยเฉพาะหลังดูดนม ถ้ามีกากน้อยก็ยังถือว่าปกติ

-บางครั้งอาจมีสีเขียวอ่อนหรือเขียวอมเหลืองมาจากน้ำดี ถ้าลูกกินดี ไม่มีอาการป่วย มักไม่ใช่สัญญาณอันตราย

ลักษณะที่ควรเฝ้าระวังและปรึกษาแพทย์

-ถ่ายเหลวเป็นน้ำล้วน มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือมีมูกเลือดปน เพียงครั้งเดียว

-สีผิดปกติ เช่น ขาวซีด มีสีเลือดปน หรืออุจจาระกลิ่นแรง มีกลิ่นคาวผิดปกติ

-ถ่ายบ่อยผิดปกติ ร่วมกับอาการอื่น เช่น ซึม กินนมน้อย ปัสสาวะน้อย เบื่ออาหาร ไข้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว เกร็งตัว งอแง อาจเป็นสัญญาณท้องเสีย ภาวะขาดน้ำหรือติดเชื้อ ที่ต้องรีบพบแพทย์

สัญญาณ "ธงแดง" (Red Flags): ถ่ายกะปริบกะปรอยร่วมกับอาการแบบไหน ต้องรีบไปโรงพยาบาล!

ให้พาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากลูกมีอาการเหล่านี้ 

-ลูกถ่ายเหลวมาก ติดต่อกันหลายครั้ง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน โดยเฉพาะถ่ายเป็นน้ำใส ไม่มีเนื้อปน

-อุจจาระมีมูกเลือด หรือสีผิดปกติ (สีขาวซีด สีเลือดปน)

-มีอาการอื่นร่วม ได้แก่  ซึมกว่าปกติ เบื่ออาหาร ไม่ดูดอม หรือดูดได้น้อย ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลีย หรือมีภาวะขาดน้ำ เช่น กระหม่อมบุ๋ม,ตาลึก และอาเจียนมาก ให้ทานน้ำเปล่าก็อาเจียน  

ถ้าพบสัญญาณธงแดงเหล่านี้ควรพาไปพบกุมารแพทย์โดยเร็ว

สรุป: เมื่อไหร่ควรรอดูอาการที่บ้าน และเมื่อไหร่ต้องพาไปพบหมอ?

ถ้าลูกกินได้ดี ปัสสาวะปกติ น้ำหนักขึ้นดี อุจจาระมีลักษณะนิ่ม-เหลว-กึ่งเหลว สีเหลืองหรือเขียวอ่อน, ถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นครั้งคราว ไม่มีไข้ ซึม หรืออาการผิดปกติอื่น การที่ลูกถ่ายกะปริบกะปรอยมักเป็นพฤติกรรมปกติของทารก และไม่จำเป็นต้องพาไปหาหมอแต่ควรสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง

ถ้าอุจจาระเปลี่ยนเป็นเหลวมาก น้ำล้วน มีฟอง มูก เลือด สีผิดปกติ พร้อมอาการร่วม เช่น ซึม กินนมน้อย น้ำหนักไม่ขึ้น ปัสสาวะน้อย มีไข้ หรืออาเจียน ถือว่าเป็นอาการท้องเสียหรือมีปัญหาทางเดินอาหาร ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์

Careline Footer

Careline เคียงข้างคุณแม่…ดูแลลูกรัก

ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.

x