สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เราสนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต จากนั้นเริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมร่วมกับนมแม่จนครบ 2 ปี หรือนานกว่านั้น การได้รับโภชนาการที่ดีและสมดุลของมารดาในช่วงให้นมบุตรจึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้นมผสม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจ และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำในการเตรียมและการใช้อย่างระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก
โภชนาการที่ดีควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย คือ รากฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกรัก ฮาร์ททูฮาร์ทคลับ พร้อมเคียงข้างคุณแม่ ด้วยข้อมูลด้านโภชนาการและพัฒนาการที่เป็นประโยชน์ เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก
เด็กวัย 1 ขวบเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากอาหารบดสู่การกินอาหารแบบผู้ใหญ่ที่หลากหลายมากขึ้นทำให้บางรายมีโอกาส ท้องผูกง่ายขึ้น หลายบ้านจึงพบปัญหา ลูกท้องผูก 1 ขวบ เช่น ถ่ายยาก ไม่ถ่ายหลายวันหรืออุจจาระแข็งจนเบ่งแล้วร้องไห้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยตามข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบัน และสามารถแก้ไขได้หากรู้สาเหตุที่แท้จริง
บทความนี้ จะอธิบายครบทุกด้าน เกี่ยวกับลูกท้องผูก 1 ขวบ อย่างละเอียดที่สุด ทั้งอาการที่ต้องสังเกต สาเหตุสำคัญ อาหารที่ควรกิน–ควรเลี่ยง ปริมาณน้ำตามวัย วิธีนวดท้อง ตลอดจนกรณีที่ควรใช้ยาและสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อให้พ่อแม่ดูแลลูกได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ตรวจสอบบทความโดย: วราภรณ์ ธีระสุนทรไท
พยาบาลศาสตรบัณฑิต การพยาบาลและการผดุงครรภ์
เลือกอ่านตามหัวข้อที่ต้องการ
เช็กอาการ! แบบไหนเรียก "ลูกท้องผูก 1 ขวบ" (ไม่อึหลายวัน หรือ อึแข็ง?)
เจาะสาเหตุหลัก: ทำไม "เด็ก 1 ขวบ" ถึงท้องผูกง่ายกว่าวัยอื่น?
"เปลี่ยนนม" เป็นนมกล่อง UHT ทำให้ลูกท้องผูกจริงหรือไม่?
ลูกกิน "นม" มากเกินไปจนไม่กินข้าว: สาเหตุท้องผูกที่พ่อแม่มองข้าม
5 ผลไม้ "ยาระบายธรรมชาติ" ที่เด็ก 1 ขวบเคี้ยวง่าย ถ่ายคล่อง
สูตรคำนวณน้ำดื่ม: "ลูก 1 ขวบ" ต้องกินน้ำวันละกี่แก้ว ถึงจะไม่ท้องผูก?
อาหารต้องห้าม! เมนูแบบไหนที่ยิ่งกิน ยิ่งทำให้ "ลูกท้องผูก"
สอนนวดท้องท่า "I Love You" และปั่นจักรยานอากาศ กระตุ้นลำไส้ลูกน้อย
ฝึกนั่งกระโถน (Potty Training): เริ่มตอน 1 ขวบ ช่วยเรื่องท้องผูกได้ไหม?
"ยาสวน" (Enema) ควรใช้เมื่อไหร่? อันตรายไหมถ้าใช้บ่อย?
ยาระบายแบบกิน (Lactulose/PEG): จำเป็นต้องใช้ไหม และต้องปรึกษาใคร?
เมื่อเราพูดถึงลูกท้องผูก 1 ขวบ ผู้ปกครองควรสังเกตอาการดังต่อไปนี้
-ถ่ายอุจจาระน้อยลง อาจน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะท้องผูกในเด็กเล็ก
-อุจจาระแข็งมาก เป็นเม็ดคล้ายกระสุนหรือเป็นก้อนใหญ่ ทำให้เด็กเจ็บเวลาเบ่ง หลายรายร้องไห้หรือเริ่มกลัวการขับถ่าย
-ถ่ายมีเลือดปน ซึ่งอาจเกิดจากแผลหรือการอักเสบบริเวณทวารหนักจากการเบ่งอย่างรุนแรง
-ลูกไม่อยากถ่ายหรืออั้นไว้ เด็กบางคนบิดตัว ขมิบก้น เพราะกลัวเจ็บ พฤติกรรมนี้หากเกิดซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่ท้องผูกเรื้อรังได้ง่าย
แม้เด็กบางคนอาจไม่ได้ถ่ายทุกวัน แต่หากพบว่าอุจจาระเริ่มเป็นก้อนแข็ง เบ่งยาก หรือมีพฤติกรรมกลั้นอุจจาระบ่อย ควรให้ความสำคัญ เพราะอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะท้องผูกในเด็กวัย 1 ขวบ ซึ่งพบได้บ่อยและควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง
เด็กวัย 1 ขวบ อยู่ในช่วงเปลี่ยนจากนมและอาหารบดไปสู่อาหารที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ระบบลำไส้ยังอาจปรับตัวได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ ลูกท้องผูก1 ขวบ เกิดได้บ่อย โดยสาเหตุสำคัญมีดังนี้
-ใยอาหารไม่เพียงพอ เด็กได้รับผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใยน้อย ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลงและถ่ายยากขึ้น
-ดื่มน้ำน้อยหรือของเหลวไม่พอ ทำให้อุจจาระแข็ง อุจจาระจับตัวแน่น และเบ่งลำบาก เพราะน้ำมีบทบาทสำคัญในการทำให้อุจจาระนิ่ม
-กินนมมากเกินไปหรือกินแทนมื้ออาหาร ทำให้ได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้อุจจาระแข็งและถ่ายลำบาก โดยเฉพาะในเด็กที่ดื่มนมเป็นหลัก
-พฤติกรรมขับถ่ายไม่สม่ำเสมอหรือกลั้นอุจจาระ เด็กวัยนี้กำลังเล่นสนุกอาจไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ทำให้ก้อนอุจจาระสะสม แข็ง และเจ็บมากขึ้นเมื่อถ่ายครั้งต่อไป ซึ่งเสี่ยงพัฒนาเป็นท้องผูกเรื้อรังได้
-ระบบทางเดินอาหารยังพัฒนาอยู่ เด็กเล็กบางรายเข้าข่ายภาวะ Functional Gastrointestinal Disorders ที่ระบบย่อยและขับถ่ายทำงานผิดปกติชั่วคราวโดยไม่มีโรครุนแรงแทรกซ้อน
หลายครอบครัวเมื่อเริ่มให้ลูกดื่มนมกล่อง (UHT) หรือนมผงสำหรับเด็กโต อาจสังเกตว่าลูกท้องผูก 1 ขวบ หลังเปลี่ยนนม ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
-สูตรนมบางชนิดย่อยยากกว่าเดิม องค์ประกอบของนมผงหรือนม UHT อาจทำให้ระบบขับถ่ายทำงานช้าลง เมื่อเทียบกับนมแม่หรืออาหารธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเริ่มกินอาหารเสริมเต็มมื้อ ครบ 3 มื้อ
-ดื่มนมมากเกินไปจนไปแทนอาหารมื้อหลัก ทำให้ได้รับไฟเบอร์จากผัก ผลไม้ หรือธัญพืชไม่เพียงพอ ส่งผลให้ได้รับกากใยลดลงและถ่ายยากขึ้น
-ไม่ปรับสมดุลอาหารร่วมด้วย หากเปลี่ยนนมเป็นสูตรเข้มข้นขึ้น แต่ไม่ได้เสริมอาหารที่ช่วยเรื่องขับถ่าย เช่น ผัก ผลไม้ หรือน้ำให้เพียงพอ ก็จะเพิ่มโอกาสท้องผูกได้
ดังนั้น แม้การเปลี่ยนนมอาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มโอกาสให้ลูกท้องผูก 1 ขวบ แต่ ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะเกิดปัญหา สิ่งสำคัญคือการดูแลเรื่องโภชนาการโดยรวม ควบคู่กับการจัดสมดุลระหว่างนม อาหาร และใยอาหารให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อย
ในบางบ้านพบว่าเด็กวัย 1 ขวบยังคงดื่มนมเยอะมาก บางครั้งแทนมื้ออาหารหลัก ส่งผลให้
-อิ่มเร็ว ไม่ยอมกินอาหารที่มีไฟเบอร์
-ได้แต่น้ำตาลแลคโตส ไม่ได้กากใย
-อุจจาระแข็ง
-มีโอกาสเสี่ยงขาดธาตุเหล็ก
ดังนั้นการลดปริมาณนม และเพิ่มอาหารที่มีใยสูง ดื่มน้ำมากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันท้องผูก
เมื่อลูกท้องผูก นอกจากปรับอาหารหลักแล้ว การให้ผลไม้ที่มีกากใย ช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น ตัวอย่างผลไม้ที่แนะนำ
-มะละกอสุก ช่วยกระตุ้นลำไส้
-กล้วยน้ำว้า ที่สุกงอมกำลังดี
-สาลี่ เนื้อฉ่ำน้ำ ไฟเบอร์สูง
-กีวีเขียว ช่วยให้อุจจาระนิ่ม
-ลูกพรุน (Prune) อุดมด้วย Sorbitol ที่ช่วยระบาย
การได้รับผลไม้ + ผัก ที่มีกากใยและน้ำ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอุจจาระ และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ โดยเฉพาะถ้าทานเป็นประจำควบคู่กับการดื่มน้ำเพียงพอ จะช่วยลดอาการลูกท้องผูก 1 ขวบได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ผลไม้ ควรเลือกชนิดที่อ่อนนุ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เหมาะกับวัย 1 ขวบ
น้ำคือปัจจัยสำคัญมากในการป้องกันลูกท้องผูก 1 ขวบ เพราะถ้าอุจจาระขาดน้ำ จะทำให้อุจจาระแข็ง ถ่ายยาก และทำให้ลำไส้ทำงานได้ไม่สม่ำเสมอ แนะนำให้เด็กวัยหัดเดินได้รับของเหลวประมาณ 1.3 ลิตรต่อวัน ทั้งจากน้ำดื่ม ผลไม้ และของเหลวอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น ควรให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหวานหรือที่มีคาเฟอีน และควรรับประทานอาหารที่มีกากใยควบคู่กัน จะช่วยลดอาการท้องผูกได้อย่างเห็นผล
เพื่อป้องกันปัญหาลูกท้องผูก 1 ขวบ สิ่งที่ควรระมัดระวัง คืออาหารที่ให้กากใยน้อย และย่อยยาก เช่น
-ข้าวขัดสี / ขนมปังขาว / ข้าวขาว (ข้าวขัดสีทุกชนิด) เพราะมีกากใยน้อย
-ขนมขบเคี้ยว / ขนมกรุบกรอบ / ของทอด หรืออาหารแปรรูป มักมีไขมันสูง และกากใยน้อย
-อาหารที่ย่อยยากมากเกินไปสำหรับวัย 1 ขวบ เช่น เนื้อสัตว์เหนียว เคี้ยวยาก ถ้าเด็กยังฟันขึ้นไม่ครบ ควรหลีกเลี่ยง แล้วเลือกอาหารอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย
โดยรวมถ้าลูกได้ทานข้าวไม่ขัดสี / ขนมปังโฮลวีต / ผัก ผลไม้ ก็จะช่วยลดโอกาสลูกท้องผูก 1 ขวบได้ดี
การช่วยกระตุ้นลำไส้ด้วยการนวดและเคลื่อนไหวเบา ๆ เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีสำหรับลูกท้องผูก 1 ขวบ
-ท่านวด I–L–U: ใช้มือเบา ๆ ลูบท้องตามแนวลำไส้ใหญ่ จากขวาล่าง ไปขวาบน ไปซ้ายบน ไปซ้ายล่าง ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหว ช่วยให้ลูกรู้สึกอยากถ่าย ลดอาการอึดอัด
-ท่าปั่นจักรยานกลางอากาศ: ให้ลูกนอนราบ งอขาสองข้างขึ้น–ลง เหมือนปั่นจักรยาน เป็นการกระตุ้นลำไส้ให้เคลื่อนไหว
ทั้งสองท่านี้ หากทำสม่ำเสมอ วันละ 1–2 ครั้ง หลังมื้ออาหารหรือตอนที่ลูกดูอึดอัดได้ จะช่วยลดโอกาสที่อุจจาระจะค้างและแข็งจนกลายเป็นลูกท้องผูก 1 ขวบ แต่ถ้าลูกยังร้องไห้เจ็บหรือดูไม่สบาย ควรหยุดและปรึกษากุมารแพทย์
โดยทั่วไป เด็กวัย 1 ขวบอาจยังไม่พร้อมสำหรับการฝึกขับถ่ายเต็มที่ แต่การเริ่มทำให้คุ้นเคยกับกระโถนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะในเด็กที่มีพฤติกรรมกลั้นอุจจาระ แนะนำให้พานั่งกระโถนหลังอาหารประมาณ 3–5 นาที เพื่อให้ร่างกายคุ้นกับการขับถ่ายเป็นเวลา
อย่ากดดันลูก หากลูกมีท่าทางอึดอัด อุจจาระแข็ง หรือรู้สึกกลัว ควรให้เวลาและค่อย ๆ สร้างนิสัยอย่างอ่อนโยน เมื่อร่างกายพร้อม การเริ่มคุ้นกับกระโถนอาจช่วยป้องกันลูกท้องผูก 1 ขวบได้ในระยะยาว
ยาสวนมักใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อลูกอุจจาระแข็งมาก ถ่ายเองไม่ได้เป็นเวลาหลายวัน มีอาการปวดท้อง ท้องอืดชัดเจน ก้อนอุจจาระใหญ่ ค้างในลำไส้ใหญ่ แต่ข้อควรระวังถ้าใช้บ่อยอาจทำให้ลำไส้เคยชินและต้องสวนไปตลอด และอาจระคายเคืองทวารหนัก / ทวารอักเสบ จึงควรตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
ดังนั้นถ้าพบว่าลูกท้องผูก 1 ขวบถ่ายยากขึ้น ควรเริ่มจากปรับอาหาร เพิ่มการดื่มน้ำ และพฤติกรรมการขับถ่ายก่อน หากยังไม่ดีขึ้น จึงปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำยาระบายชนิดกิน เช่น Lactulose หรือ Polyethylene Glycol (PEG) เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น เหมาะกับลูกท้องผูก 1 ขวบ ที่ถ่ายยาก อึดอัด แต่ยังไม่มีอาการเร่งด่วน เช่น เลือดออก หรือมีอาการทางระบบอื่น ๆร่วมด้วย ซึ่งยาดังกล่าวต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์หรือหมอเด็กอย่างเคร่งครัด ไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เอง
ข้อดีคือช่วย ให้อุจจาระนุ่มขึ้นถ่ายง่าย แต่ข้อเสียคือถ้าใช้ไม่ถูกหรือใช้เกินควร อาจทำให้ลูกต้องพึ่งยาไปตลอด และระบบขับถ่ายไม่ฟื้นตัวด้วยตัวเอง
สัญญาณเตือนที่ควรรีบพาไปพบแพทย์มีดังนี้
-ถ่ายไม่ออกติดต่อกันหลายวัน 5–7 วันขึ้นไป และไม่มีอาการดีขึ้น
-ถ่ายแล้วมีเลือดปนมาก หรือก้นฉีกขาด
-มีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน น้ำหนักลด กินไม่ได้
-อาการถ่ายลำบาก ร้องไห้ บิดตัว หรือมีพฤติกรรมกลั้นอุจจาระ อาจบ่งชี้ถึงการอุดตันหรือปัญหาทางเดินอาหารที่ไม่ใช่แค่ท้องผูกธรรมดา
ในกรณีเช่นนี้ควรพบกุมารแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เช่น กลัวการถ่าย โรคลำไส้ เป็นต้น
อ้างอิงจาก
https://thainakarin.co.th/en/article-from-doctor/constipation-in-children
https://www.khonkaenram.com/th/services/health-information/health-articles/pediatrics/Constipation
https://piyavate.com/constipation-in-children/
https://www.vimut.com/article/high-fiber-fruits
https://th.rajanukul.go.th/_admin/file-research/120-0-1610692581.pdf
https://ndi.fda.moph.go.th/uploads/core/ff352f85274bf1510da029d60af07fba.pdf
https://drug.pharmacy.psu.ac.th/webboard/upload/310-1669818466.pdf
https://piyavate.com/constipation-in-children
https://www.thaipediatrics.org/wp-content/uploads/2022/04/media-20210917050431.pdf
ทุกคำถามที่คุณแม่อยากรู้ เราพร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญพยาบาล และนักโภชนาการ.