5 เคล็ดลับ ทำอย่างไรให้ลูกเข้าใจ และจดจำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนได้

  • 1 คนถูกใจ
  • 0 คนอ่าน
 

5 เคล็ดลับ ทำอย่างไรให้ลูกเข้าใจ และจดจำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนได้


ทุกๆ วันของลูกน้อยคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ลูกน้อยพร้อมที่จะซึมซับเข้าใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว และสามารถจดจำคำสอนที่พ่อแม่สอนได้ หัวใจสำคัญคือการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเข้าใจ และจดจำอย่างแท้จริง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นสอนลูกน้อยได้ด้วยตัวเองทันทีหลังจากอ่านบทความนี้


1. การพูดคุยตอบคำถามลูกอย่างสนุกสนานเพื่อสร้างความเข้าใจ


เพราะทุกอย่างรอบตัวคือสิ่งใหม่สำหรับลูกน้อย จึงเป็นเรื่องปกติที่ลูกน้อยมักจะมีคำถามมาถามคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า ทำไม อะไร ยังไง ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้จะตอบยังไงแต่ขอให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งรู้สึกรำคาญใจ หรือดุลูกน้อย เพราะจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกไม่กล้าที่จะถามในครั้งหน้า และปิดโอกาสในการเรียนรู้ของลูก คุณพ่อคุณแม่จึงควรเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ด้วยการตอบคำถามด้วยความสนอกสนใจ พูดคุยด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน อันเป็นการกระตุ้นให้ลูกรู้สึกสนุกที่จะเรียนรู้ และต่อยอดจากการพูดคุยด้วยการตั้งคำถามลูกกลับไป อันนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง


2. การพูดคุยทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ


การพูดคุย คือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มพัฒนาการจดจำให้กับลูกด้วยการพูดคุยกับลูกถึงเรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วในแต่ละวัน หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกเริ่มใช้สมองในการคิดทบทวนความจำ อย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง สิ่งไหนที่ลูกชอบ หรือไม่ชอบ ให้ลูกได้คิดทบทวนเพื่อหาคำตอบ โดยตรงนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุย ให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับลูกน้อยได้ เพื่อให้ลูกเกิดความเข้าใจในสิ่งต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการปรับใช้ที่ดีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ หากทำให้เป็นกิจวัตรประจำในครอบครัว จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กช่างจำ ช่างสังเกตุรายละเอียดรอบตัวไปโดยแทบไม่รู้ตัว


3. การสอน


การสอนในที่นี้ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้สอนคุณพ่อคุณแม่ โดยอาศัยเรื่องง่ายๆ รอบๆ ตัวที่ลูกเคยเรียนรู้ อย่างเช่น การแยกหมวดหมู่สิ่งของ และเก็บของเข้าที่ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจขอให้ลูกน้อยสอนวิธีการเก็บของเล่นเข้าที่ให้ดูว่าต้องทำอย่างไร ต้องแยกประเภทแบบไหน ซึ่งในระหว่างที่ลูกน้อยแสดงวิธีการเก็บของให้ดู คุณพ่อคุณแม่สามารถให้คำแนะนำ หรือหากลูกทำไม่ถูกต้อง คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถพูดอ้างอิงถึงสิ่งที่ได้เคยสอนลูกไป ด้วยวิธีนี้ลูกน้อยจะเกิดการประมวลวิธีการเก็บของที่ได้เคยเรียนรู้มา และถ่ายทอดแสดงออกมาให้คุณพ่อคุณแม่ดู ซึ่งการให้ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเอง จะช่วยเพิ่มการจดจำ และความเข้าใจได้มากกว่าการฟัง หรือทำตามพ่อแม่ แถมยังเปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้รับรู้ถึงความเข้าใจของลูก เพื่อที่จะสามารถแนะนำเพิ่มเติม และมีส่วนช่วยให้ลูกมีความมั่นใจ กล้าแสดงออกอีกด้วย


4. เรียนรู้อย่างเข้าใจผ่านการเล่นรอบตัว


เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กในวัยนี้คือการเล่น คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างโอกาสในการเรียนรู้อันนำไปสู่ความเข้าใจ ผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ราคาแพง ตัวอย่างเช่น การเล่นขายของ โดยอาจนำสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ที่บ้านมาใช้ประกอบการเล่น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกได้ พูดคุยถามไถ่ว่าขายอะไร ราคาเท่าไหร่ ของที่ขายมีวิธีการใช้อย่างไร ซึ่งระหว่างการเล่นคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกความรู้ หรือสอนสิ่งที่ถูกต้องให้ลูกได้ การเล่นแบบนี้นอกจากจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากการเล่นโต้ตอบกับคุณพ่อคุณแม่แล้ว การที่ลูกน้อยได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ตรงจะก่อให้เกิดการจดจำ และมีความเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ซึ่งเด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้นี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป


5. วาดภาพ


ศิลปะ กับ ความจำ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก จากรายงานผลการวิจัย* เป็นที่ยอมรับว่า การวาดรูป ช่วยให้สมองจดจำได้ดียิ่งขึ้น เพราะทำให้ลูกน้อยได้ใช้สมองคิดทบทวนก่อนที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ ซึ่งการวาดรูปยังเป็นการการฝึกฝนให้ลูกน้อยรู้จักการเก็บรายละเอียดของเรื่องราวต่างๆ เข้าในระบบความคิดของลูกน้อยอีกด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มฝึกลูกน้อยให้ถ่ายทอดความทรงจำของสิ่งของต่างๆ รอบตัวออกมาเป็นรูปวาด หรือหัดให้ลูกจินตนาการภาพสิ่งของต่างๆ ในหัวตามโจทย์ที่คุณพ่อคุณแม่บอก เช่น ให้ลูกนึกภาพบ้านสีขาว หลังคาสีแดง ทีมีประตูสีส้ม ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นทักษะจินตนาการ (Visualization skill) อันมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะด้านความจำและความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ลูกน้อย



การจะทำให้ลูกน้อยจดจำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนได้นั้น ต้องเกิดขึ้นจากการพัฒนาทักษะทางด้านการเรียนรู้ เพื่อทำให้การจดจำเป็นไปด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง อันก่อให้เกิดการปรับใช้ได้เองในชีวิตประจำวันตามมา


ทั้งนี้ การพัฒนาความจำ และความเข้าใจในคำสอนของพ่อแม่ นอกจากการสอน และกิจกรรมเสริมในชีวิตประจำวันแล้ว โภชนาการที่ดีก็มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงก่อน 3 ขวบ คือช่วงวัยที่สมองเติบโต พัฒนามากที่สุด ดังนั้น ลูกน้อยจึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อนำไปใช้สร้างเซลล์สมองและระบบประสาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอารมณ์ ด้วยความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว รวมไปถึงการได้รับ Fiber ที่พอเพียงต่อการทำงานของลำไส้ และช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี และเมื่อสมองเติบโตอย่างสมบูรณ์ อารมณ์แจ่มใส ลูกก็จะสามารถจดจำคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ และนำคำสอนไปปรับใช้ได้



​​​ ​​
​​​​​​​​

gut-health-banner-2

phone chat email

ติดต่อเรา

ส่งอีเมล์ ส่งอีเมล์
โทรหาเรา> โทรหาเรา
สนทนาสด สนทนาสด

ร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์กับคุณแม่ท่านอื่นๆ