Dumex Thailand > Pregnancy > Pages > maternity_rights.aspx  
Webboard
Mums'stories
Friend Finder




จดจำฉัน

สิทธิในการลาคลอดมีอะไรบ้าง

วารุณี  , พยาบาล และ คุณแม่

การลาคลอดเป็นโอกาสที่ดีที่คุณแม่จะได้ทำความรู้จักกับลูกน้อยได้อย่างเต็มที่     และสร้างความคุ้นเคยกับการทำหน้าที่ของแม่ ซึ่งคุณแม่สามารถใช้สิทธิในการลาคลอดได้ก่อนที่ลูกน้อยของคุณจะคลอดค่ะ   ดังนั้นควรอ่านรายละเอียดต่างๆให้     เข้าใจอย่างชัดเจนว่าคุณได้รับสิทธิอะไรบ้าง หากต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ติดต่อเราได้ทันที เรายินดีให้ความชัดเจนแก่คุณเต็มที่ค่ะ

วารุณี , พยาบาล และ คุณแม่

0 2 740 3400

สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้หญิงทำงานเช่นคุณมีเวลาเตรียมตัวเป็นคุณแม่ได้อย่างเต็มตัวเพื่อดูแลทารกก่อนและหลังคลอดได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น ก็คือสิทธิประโยชน์ต่างๆที่   คุณแม่ได้รับขณะลาคลอด คุณแม่บางท่าน ปฎิเสธการลาคลอดเพื่อรีบกลับมาทำงาน ทั้งๆที่ควรอยู่ดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ในช่วง 3-4 เดือนแรกหลังคลอด ดังนั้น เพื่อให้คุณแม่มีเวลาให้กับลูกน้อย พร้อมทั้งยังไม่เสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ ลองมาดูกันว่า บริษัททั้งภาครัฐและเอกชน มอบสิ่งดีๆให้คุณแม่ในช่วงลาคลอดอย่างไรบ้าง

 

การใช้สิทธิลาคลอดมีประโยชน์อย่างไรสำหรับคุณ  


 การลาคลอดเป็นโอกาสที่ดีที่คุณแม่จะได้พักฟื้นหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการตั้งครรภ์และคลอดลูก และยังถือเป็นช่วงเวลาอันมีค่าที่คุณจะได้ใช้เวลาสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย และเรียนรู้วิธีการดูแลลูกน้อยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและอบอุ่นไปด้วยความรัก ช่วงแรกๆ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะได้ใช้เวลากับลูกน้อยคนใหม่ ดังนั้น คุณแม่จึงควรที่ใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านี้สูญเสียไป

 

สำหรับคุณแม่ที่รับราชการ


สามารถดูแลบุตรได้อย่างเต็มที่ด้วยสิทธิ์ลาคลอดได้ 90 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ 1.สำหรับข้าราชการ สามารถรับเงินเดือนได้ตามปกติ 90 วันรับจากส่วนราชการ 2.พนักงานรับราชการ  สามารถรับเงินเดือนได้ตามปกติ โดย 45 วันรับจากส่วนราชการ และอีก 45 วันรับจากสำนักงานประกันสังคม  พร้อมมีสิทธิ์ลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ไม่เกิน 150 วันทำการ โดยไม่รับเงินเดือน  นอกจากนี้ ยังสามารถเบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท โดยไม่รวมค่ารักษาพยาบาลซึ่งเบิกแยกเป็นกรณีพิเศษได้ พร้อมยังได้รับเงินสวัสดิการสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเดือนละ 50 บาทต่อบุตร 1 คน แต่ไม่เกิน 3 คน จนกว่าบุตรจะมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์

 

หมายเหตุ: กรุณาตรวจสอบสวัสดิการเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่ท่านสังกัดอยู่

 

คุณแม่ที่ทำงานในบริษัทเอกชน 

 

ส่วนคุณแม่ที่ทำงานในบริษัทเอกชน  สามารถลาคลอดได้ 90 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์เช่นกัน ส่วนค่าใช้จ่าย ตามกฎหมายแล้วบริษัทจะต้องทำบัตรประกันสังคมให้ทุกท่าน คุณสามารถใช้บัตรประกันสังคมเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบของบัตรได้ทันที โดยจะได้รับสิทธิ์ค่าทำคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาท สำหรับบุตรที่คลอดหลัง 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้รับเงินช่วยเหลือการหยุดงานเพื่อคลอดบุตร  โดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้ 45 วัน และ อีก 45 วัน ประกันสังคมจะจ่ายให้ (โดยผู้ประกันที่เป็นหญิงมีสิทธิเบิกค่าคลอดได้ 2 ครั้ง และผู้ประกันตนชายเบิกค่าคลอดบุตรได้ 2 ครั้ง) สำหรับผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน คิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท
 

 

คุณแม่ที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจ



หากคุณแม่ทำงานในรัฐวิสาหกิจ สามารถเบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล โดยส่วนนี้คุณแม่เบิกค่าใช้จ่ายได้ตามระเบียบพนักงานรัฐวิสาหกิจ  และยังได้รับเงินช่วยเหลือบุตรจำนวน 50 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมสิทธิ์ลาคลอดได้ 60 วันโดยรับเงินเดือนตามปกติ และลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ไม่เกิน 30 วัน โดยไม่ได้รับเงินเดือน

คุณแม่ที่ประกอบอาชีพอิสระ

 

ในกรณีที่คุณแม่ประกอบอาชีพอิสระ สามารถใช้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค  โดยในส่วนของการฝากครรภ์ การสร้างภูมิคุ้มกันโรคของเด็ก สามารถเข้ารับบริการได้ฟรี  หรือชำระ 30 บาท สำหรับการคลอดบุตรไม่เกิน 2 ครั้ง พร้อมการตรวจรักษา รวมถึงค่าห้องและค่ายา
การทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์

หากคุณแม่ทำงานอยู่ในพื้นที่หรือตำแหน่งที่มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทำงานในโรงงานหรือทำงานในตึกที่ต้องขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารกในครรภ์  คุณแม่มีสิทธิ์ขอย้ายแผนกหรือย้ายโต๊ะทำงานเป็นการชั่วคราวช่วงก่อนหรือหลังคลอด โดยยื่นเรื่องควบคู่กับใบรับรองแพทย์ ทั้งนี้ กฎหมายคุ้มครองคุณแม่ตั้งครรภ์ ยังห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานระหว่าง 22.00-06.00 น. รวมถึงห้ามทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานประเภทเกี่ยวกับเครื่องจักรกลที่มีความสั่นสะเทือน, งานขับเคลื่อน, งานแบกหามหรือยกของหนักเกิน 15 กิโลกรัมหรืองานในเรืออีกด้วย

 

ในกรณีที่ต้องลางานเพื่อไปพบสูติแพทย์เพื่อตรวจครรภ์


สิทธิ์ในการลาคลอด 90 วันนั้น นับรวมวันหยุดราชการที่มีระหว่างวันลา โดยคุณแม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเดือนจากนายจ้างตามปกติ และการเลิกจ้างเนื่องจากตั้งครรภ์ ถือว่าผิดกฎหมาย 


นอกจากสิทธิ์ในการลาคลอด ในโรงพยาบาลที่คุณแม่ฝากครรภ์มักมีบริการสอนคอร์สเตรียมคลอดให้กับคุณแม่ฟรี โดยส่วนใหญ่จะเรียนครั้งแรกช่วงระยะครรภ์ 3 เดือน และอีกครั้งช่วง 6-9 เดือน ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลอาจมีตารางเรียนที่แตกต่างกัน คุณแม่สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลที่คุณฝากครรภ์ โดยในคอร์สเรียนจะให้คำแนะนำและความรู้ในการดูแลครรภ์ ทั้งอาหารการกิน รวมไปถึงการฝึกลมหายใจเพื่อใช้ในการคลอด     ดังนั้น อย่าลืมสอบถามแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์เกี่ยวกับคอร์สเตรียมคลอด เพื่อประโยชน์ที่คุณควรได้รับและความปลอดภัยของคุณและลูกน้อย
 

สงเคราะห์บุตร

 

หลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์

 

หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ท่านมีสิทธิ คือ จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีสงเคราะห์บุตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา33 หรือ มาตรา 39 สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 350 บาทต่อบุตรหนึ่งคน  สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

 

เงื่อนไขบุตรที่ได้รับการสงเคราะห์

 

เงินสงเคราะห์บุตร สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน(บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังกล่าวไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น) ในกรณีที่ผู้ประกันตนชายไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุตรจึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนชายสามารถดำเนินการให้บุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ 3 วิธีคือ

1.จดทะเบียนสมรสกับมารดาของบุตร

2.จดทะเบียนรับรองบุตร

3.ยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร